เมื่อวันที่ 4 กันยานน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในระเบียบวาระที่ 5 มีเรื่อง รายงานการพิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า (บีทีเอส) ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.)โดยมี นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ฐานะประธานกมธ.พิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนฯได้พิจารณาแล้วเสร็จ และต้องชี้แจ้งต่อที่ประชุมสภาฯ
โดยสาระสำคัญของรายงานฉบับดังกล่าว ระบุว่าได้แบ่งการศึกษาเป็น 2 เรื่อง คือ เรื่อง การพิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและเรื่องการพิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวของบีทีเอส โดยส่วนของการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนให้กับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เพิ่มเติม 30 ปี เสียงกมธ. ส่วนใหญ่ จำนวน 21 คนเห็นด้วยกับสัญญาสัมปทานดังกล่าว เพื่อยุติข้อพิพาทมูลค่า 1.3 แสนล้านบาท ใน 3 สัญญา คือ โครงการทางพิเศษศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่2 ส่วนเอ บี และซี), โครงการทางพิเศษศรีรัช (ส่วนดี) และ โครงการทางพิเศษอุดรรัถยา (สายบางปะอิน-ปากเกร็ด) ขณะที่กมธ. อีกจำนวน 12 คนไม่เห็นด้วย, กมธ. อีก 5 คนงดออกเสียงและสงวนความเห็นและกมธ. จำนวน 1 คนลาการประชุม สำหรับความเห็นของกมธ.เสียงข้างมากที่เห็นด้วยกับการขยายสัญญาสัมปทานนั้น สรุปได้ว่าเพื่อยุติข้อพิพาทตามแนวทางของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และเห็นว่าการบริหารจัดการ 15 ปีแรกนั้น เอกชนทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ศาลปกครองสูงสุดเคยมีคำวินิจฉัยให้การทางพิเศษฯ แพ้ไปแล้ว 1 คดี ส่วนกรณีการขยายสัญญาสัมปทาน เพิ่มเติม 30 ปีนั้น กมธ.ฯเห็นว่าควรแบ่งการพิจารณาออกเป็น ต่อให้ระยะแรกไม่เกิน 15 ปี เพื่อพิจารณาเงื่อนไขที่เหมาะสมและไม่ให้ทำรัฐเสียเปรียบเอกชน ขณะที่สัญญาใน 15 ปีหลังต้องเจรจาลดผลประโยชน์ของเอกชนลง เพราะไม่มีการลงทุนเพิ่ม
“กมธ.เสียงข้างมากยังเสนอให้รัฐบาลตั้งกรรมการสอบสวนหาผู้กระทำผิดที่ทำให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยลงนามสัญญาสัมปทานทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด และอนุมัติการต่อขยายโครงการดอนเมืองโทลล์เวย์ และขอให้พิจารณาแก้ไขพ.ร.บ.อุนญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ไม่ให้ใช้บังคับต่อสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชน โดยเสนอข้อพิพาทต่อศาลปกครองโดยตรง เพื่อให้ศาลปกครองพิจารณาทุกประเด็นในสัญญา” รายงานของกมธ. ระบุ
ขณะที่เรื่องการพิจารณาศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวของบีทีเอส มติของกมธ.ฯ เสียงส่วนใหญ่ 19 เสียงไม่เห็นด้วยกับการขยายสัญญาสัมปทาน, กมธ.จำนวน 12 คนเห็นด้วยกับการขยายสัญญาสัมปทาน และกมธ.6 เสียง งดออกเสียง สำหรับความเห็นของกมธ.เสียงข้างมากที่ไม่เห็นด้วยนั้นเพราะไม่ตรงกับหลักการของการร่วมลงทุนในกิจการจัดทำบริการสาธารณะ ที่รัฐต้องทำให้ทรัพย์สินที่เอกชนร่วมลงทุนโอนกลับเป็นของรัฐโดยเร็วที่สุดตามอายุสัญญาสัมปทาน, การขยายสัญญาสัมปทานอาจทำให้เป็นปัญหากับบีทีเอสสายอื่นๆ ที่เชื่อมต่อ และไม่ใช่การแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ รวมถึงมีปัญหาเรื่องค่าโดยสารที่มีราคาแพง และปัญหาตั๋วร่วม พร้อมกับเสนอให้เมื่อสัญญาสัมปทานสิ้นสุด ทรัพย์สินจะต้องโอนให้เป็นของรัฐ เพื่อให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะที่ดี มีคุณภาพและราคายุติธรรม สอดคล้องกับค่าครองชีพ ขณะที่การแก้ปัญหาหนี้่สินของกรุงเทพมหานครที่เกิดกับโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้านั้น ควรใช้วิธีออกพันธบัตรหรือหุ้นกู้ หรือกองทุนออกขายให้แก่ประชาชนเพื่อระดมทุนได้

