เลิกฟุตเวิร์ก-เร่งรื้อ‘รธน.’ นักวิชาการกระทุ้ง ติงโมเดล‘66/2523’

หมายเหตุ นักวิชาการให้ความเห็นถึงพรรคการเมืองทั้งฝั่งรัฐบาลและฝ่ายค้านเริ่มแสดงท่าทีสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เสนอโมเดล 66/2523 ในการแก้รัฐธรรมนูญ

ยุทธพร อิสรชัย
ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

เรื่องการศึกษาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น มีการศึกษามาแล้วในหลายสมัย ทั้งรูปแบบรายงาน การศึกษา หรือกระทั่งการวิจัย จึงเชื่อว่าบรรดาข้อมูลต่างๆ น่าจะมากเพียงพอสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นที่ยอมรับของสังคมโดยไม่จำเป็นที่จะต้องไปศึกษาอะไรอีก การตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาก็เหมือนเป็นการซื้อเวลาในการแก้ปัญหา

หัวใจหลักของการแก้ปัญหานี้คือ กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน สิ่งที่ต้องทำจึงไม่ใช่การตั้ง กมธ.ศึกษาการแก้รัฐธรรมนูญ แต่จะต้องหาวิธีการที่จะทำให้เกิดฉันทามติร่วมกันของบรรดาพรรคการเมือง รวมไปถึง ส.ว.และ ส.ส.เพื่อเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ

จุดที่ต้องเริ่มต้นก่อน คือแก้วิธีการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 256 หลังจากนั้นจะออกแบบอย่างไร เช่น ให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้ง มีกระบวนการออกไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน หรือตั้งบรรดาผู้เชี่ยวชาญเข้ามา เหล่านี้คือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น

แนวทางต่างๆ ที่ศึกษามีพร้อมอยู่แล้ว กระทั่งในสภาเองก็น่าจะเคยมีการศึกษาในลักษณะใกล้เคียงกันในหลายสมัย เช่น สมัยสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก็มีการศึกษาไว้มากมายตอนทำรัฐธรรมนูญฉบับ สปช. แม้ว่าฉบับนั้นจะไม่ผ่านการโหวตในสภาแต่ก็มีแนวทาง มีการศึกษาเกิดขึ้นมากมาย หรือกระทั่งในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีแนวทางมากมาย สามารถหยิบจับมาใช้ได้อย่างง่าย ไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปศึกษาอะไรเพิ่มเติม

แต่สิ่งที่ต้องทำวันนี้คือการปฏิบัติให้เกิดผลจริงมากกว่า เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะกับนักการเมือง แต่เป็นปัญหากับพี่น้องประชาชนและสังคมโดยรวม ที่ควรได้รับการแก้ไขเพื่อให้สังคมเดินหน้าไปได้อย่างเร็วที่สุด เพราะการตั้ง กมธ.เพื่อศึกษาอาจจะต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะได้ข้อสรุป ซึ่งก็คือการซื้อเวลานั่นเอง

เบื้องต้นต้องไปแก้ไขวิธีการแก้รัฐธรรมนูญก่อนในมาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งทำได้ยาก เพราะมีเงื่อนไขมาก ตั้งแต่เรื่องการพิจารณาร่วมกันของ 2 สภา ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งคือ 376 เสียงในวาระแรก ต้องมี ส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 คือ 84 คน ร่วมโหวตด้วย

ในวาระที่ 2 ต้องพิจารณารายมาตรา พอวาระ 3 ก็ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของทั้ง 2 สภาคือ 376 เสียงต้องมี ส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 คือ 84 คน และต้องมี ส.ส.ฝ่ายค้านไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 และถ้าเป็นเรื่องแก้ไขเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ เป็นต้น จะต้องทำประชามติด้วย เงื่อนไขเยอะจึงต้องอาศัยฉันทานุมัติร่วมกันของทั้ง 2 สภา เพื่อปลดล็อกตรงนี้เสียก่อน และอาจจะนำไปสู่การตั้ง ส.ส.ร. ซึ่งโมเดลนี้คือโมเดลการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2534 ในมาตรา 211 ทวิ ใช้วิธีการตั้ง ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งของแต่ละจังหวัดเข้ามา

นอกจากนี้อาจจะมีบรรดาผู้เชี่ยวชาญเข้าไปเติมเต็มให้การกำหนดทิศทางต่างๆ เป็นไปตาม “หลักรัฐสภาที่มีเหตุผล” หมายถึงการอาศัยผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคในการทำให้ความเห็นที่หลากหลายไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน

อีกส่วนคือการมีส่วนร่วมจากสมาชิกรัฐสภา เช่น อาจจะให้ ส.ส. ส.ว.มาร่วมโหวตในวาระพิจารณาขั้นสุดท้าย เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 ตั้งแต่การแก้มาตรา 211 ทวิ ของรัฐธรรมนูญปี 2534 จนเกิดมาตรา 211 ทวิ ของรัฐธรรมนูญปี 2534 นำมาสู่รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นโมเดลที่น่าสนใจ และจะเป็นวิธีการที่ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน เกิดความสมดุลทั้งกับสมาชิกรัฐสภาและกับบรรดาผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคด้วยเช่นกัน

เรื่องนี้สะท้อนภาพให้เห็นว่า แม้เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญจะเป็นสิ่งที่สังคมเห็นตรงกัน ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอเป็นเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาลก็เห็นด้วย กระทั่งรัฐบาลก็เห็นด้วยว่าเป็นปัญหาของรัฐบาลอยู่ไม่น้อย ฝ่ายค้านก็สนับสนุนมายาวนานและคนในสังคมก็เห็นด้วย

วันนี้เราพูดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ทุกฝ่ายเห็นด้วยหมด แต่เมื่อถึงรายละเอียดเชื่อว่าจะนำมาซึ่งความขัดแย้ง เช่น ว่า ระบบการเลือกตั้งจะเปลี่ยนจากระบบจัดสรรปันส่วนผสมหรือไม่ หรือจะเปลี่ยนเรื่องกลไกการตรวจสอบองค์กรอิสระ จะแก้ไขประเด็นไหนอย่างไร ประเด็นไหนยอม หรือไม่ยอม สิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งความเห็นที่ต่าง เป็นจุดสำคัญที่ต้องเร่งหาจุดร่วมให้ได้ ต้องทำให้เกิดฉันทามติร่วมกัน เพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 แก้ไขยากมาก จากจุดตั้งต้นมาตรา 256 ที่กำหนดเงื่อนไขไว้ซับซ้อนและเข้มข้น

ฝ่ายรัฐบาลทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคพลังประชารัฐควรดำเนินการไปพร้อมๆ กัน เพราะเงื่อนไขในมาตรา 256 ต้องอาศัยฉันทานุมัติร่วมกันทั้งสภา ส.ส. ส.ว. ฝ่ายค้าน และรัฐบาล ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ยื่นและพรรคพลังประชารัฐยื่นด้วยก็จะเป็นสัญญาณที่ดีว่าเริ่มเกิดความเห็นที่เป็นฉันทานุมัติร่วมกัน โดยริเริ่มจากฝ่ายรัฐบาล ก็อาจจะทำให้ ส.ว.ซึ่งมีทัศนคติที่สอดคล้องกับรัฐบาลเห็นคล้อยไปด้วยกัน แม้ว่าผลในทางกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ว่าต้องยื่นพร้อมกัน แต่แน่นอนว่ามีผลในทางจิตวิทยา ในแง่ที่ว่าการยื่นของรัฐบาลมีการแยกส่วนระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคพลังประชารัฐ จะทำให้การมีฉันทานุมัติร่วมกันในทางปฏิบัติเกิดขึ้นได้ยาก

ส่วนโมเดล 66/2523 ที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่เสนอ ก็เป็นเรื่องที่ดี ณ เวลานั้นเรียกว่าใช้การเมืองนำการทหารในการแก้ปัญหาคอมมิวนิสต์ และเป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จด้วย แต่บริบทตอนนี้อาจจะต่างกันกับปี 2523 เพราะ ณ เวลานั้นมีการแบ่งชัดเจนว่าคนส่วนหนึ่งเข้าป่าไปเป็นแนวร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

แต่ ณ วันนี้ไม่ได้มีการแบ่งว่าคนส่วนหนึ่งอยู่ในป่า อีกส่วนอยู่ในเมือง แต่กลายเป็นว่าคนในสังคมด้วยกันมีความเห็นที่ต่างกันออกไปอย่างน้อย 2 อุดมการณ์ความคิดใหญ่ คืออุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบสากล และอุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบไทยๆ บริบทจึงต่างกัน แต่จะเอา 66/2523 มาปรับใช้ก็ได้ โดยอาจจะพูดถึงเรื่องการมาร่วมกันแก้ปัญหา สร้างบ้านเมืองให้มีความก้าวหน้าในทางสร้างสรรค์

แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งถ้าจะให้ยกเว้นการกระทำความผิด เช่น กรณี 66/2523 ที่ให้บรรดาผู้คนที่ไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ถือว่าไม่ต้องรับผลกระทำความผิดตามกฎหมาย ก็เป็นไปได้ที่จะถูกมองและหยิบยกไปเชื่อมโยงกับความเป็นการเมือง ว่าไม่ต้องเอาความผิดกับคนที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา หรือไม่ต้องเอาความผิดกับเสื้อเหลือง เสื้อแดง ไม่ต้องเอาความผิดกับคนที่โดนคดีการเมือง และจะถูกโยงไปว่าเป็นการนิรโทษกรรมคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯรอบสองหรือไม่ หรือนิรโทษกรรมคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ นี่คือปัญหา เพราะโมเดล 66/2523 อาจกล่าวได้ว่าคือการนิรโทษกรรมโดยไม่ใช้กฎหมาย แต่ใช้นโยบาย

ทวิสันต์ โลณานุรักษ์
นักวิชาการอิสระ

ผมเห็นด้วยว่าสมควรที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลายข้อที่ไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ขอแสดงความคิดเห็นไว้ 5 ประเด็นคือ ประเด็นแรก หมวดที่ 1 ที่เกี่ยวกับประเทศ และหมวดที่ 2 ที่เกี่ยวกับสถาบัน ดีอยู่แล้ว อย่าไปแก้ไข

ประเด็นที่ 2 มาตราที่ 256 ต้องแก้ไขให้ผ่อนคลายมากกว่านี้ เพราะถือเป็นการให้สิทธิต่อประชาชนได้ร่วมแก้ไขได้ แต่ขณะนี้ทั้ง 9 ด้าน เหมือนประตูที่ล็อกด้วยกุญแจถึง 9 ดอก ทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้

ประเด็นที่ 3 การเลือกตั้ง ต้องแก้ไขวิธีการที่ชัดเจนกว่าปัจจุบัน เพราะทุกเรื่องต้องตีความ ทำให้ประชาชนสับสน ประเด็นที่ 4 การปราบปรามทุจริตไม่มีความเป็นรูปธรรมพอ ต้องแก้ไข โดยเฉพาะองค์กรอิสระยังขาดประสิทธิภาพ และประชาชนมีโอกาสร่วมกิจกรรมน้อยเกินไป

ประเด็นที่ 5 การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ อย่าเอาประเด็นส่วนตัวมาเป็นตัวตั้งเด็ดขาด เพราะประชาชนจะต่อต้านแน่นอน โดยเฉพาะการนำโมเดล 66/23 มาใช้นั้น เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวล้วนๆ ซึ่งในอดีตไม่เคยมีกระบวนการยุติธรรมเหมือนปัจจุบัน ดังนั้นจะนำไปเปรียบเทียบกันกับในอดีตไม่ได้

ธเนศวร์ เจริญเมือง
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาจากคนร่างเพียง 30 คนเท่านั้น ซึ่งเอื้อประโยชน์แก่รัฐบาลอย่างมาก นำไปสู่การสืบทอดอำนาจของกลุ่มทำรัฐประหารยึดอำนาจ ไม่ใช่ประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ หากเป็นการขับเคลื่อนผลักดันพร้อมรณรงค์สร้างความเข้าใจแก่ประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เชื่อว่ามีประโยชน์ เพราะมีเวทีแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ขยายวงกว้างออกไปมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเป็นรูปธรรม

กรณีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแสดงท่าทีคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่ารัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและน้ำท่วมที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าก่อนนั้นถือเป็นเตะถ่วงดึงเวลา เพราะการแก้รัฐธรรมนูญสามารถขับเคลื่อนผลักดันไปพร้อมกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและน้ำท่วมได้ เนื่องจากมีนักกฎหมายมืออาชีพที่เก่งสามารถทำเรื่องดังกล่าวได้ อาทิ นายมีชัย ฤชุพันธ์ุ นายวิษณุ เครืองาม นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ไม่จำเป็นต้องทำทีละเรื่อง แต่สามารถทำคู่ขนานกันได้

ปัจจุบันรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้ว ไม่จำเป็นต้องหลบเลี่ยง หรือยืดเวลาแก้รัฐธรรมนูญออกไปอีก พรรคการเมืองที่มี ส.ส.ก็มาจากประชาชน ต้องสนับสนุนและผลักดันเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจและมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น รัฐบาลต้องรับฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างอิสระได้ ไม่ถูกชี้นำ หรือครอบงำจากสื่อของรัฐบาลเท่านั้น

หากมีการแก้รัฐธรรมนูญจริง ควรนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาเป็นต้นแบบ เพื่อเป็นทางออกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยแก้ไขเนื้อหาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากรัฐธรรมนูญดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากประชาชนแล้ว หากร่างใหม่ทั้งฉบับอาจใช้เวลายาวนาน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนได้ ยิ่งสร้างปัญหา หรือซ้ำเติมปัญหาให้หนักกว่าเดิมอีก

บทความก่อนหน้านี้‘จุรินทร์’ แนะอาเซียนฟื้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านส่งเสริมเกษตรกร เล็งจัดคณะเยือนอินเดียปลาย ก.ย.
บทความถัดไปกะเทาะเปลือกวัฒนธรรม ใช้ประโยชน์ ‘ดิจิทัล’ สืบสาน ‘วิถีม้ง’ ก่อนสูญหาย