ย้อนอ่าน ‘ธรรมนัส’ เคลียร์คดียาเสพติดออสเตรเลียเมื่อ 30 ปีก่อน แจงปี 41 กลาโหม ให้ใช้ยศร.อ.ตามกม.
จากกรณีที่หนังสือพิมพ์ซิดนีย์มอร์นิง เฮอรัลด์ ของออสเตรเลีย นำเสนอข่าวกรณีที่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถูกดำเนินคดียาเสพติด ต้องโทษจำคุก 4 ปี เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา
โดยเมื่อวันที่ 10 กันยายน ร.อ.ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์ชี้แจงภายหลังการประชุมครม.ถึงคดีดังกล่าวว่า เป็นเรื่องเมื่อ 30 ปีที่แล้ว และได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนไปทั้งหมดแล้ว โดยเห็นว่าการจะเอาข้อมูลมาเขียนอย่างละเอียดยิบเช่นนั้น ต้องมีที่มาที่ไป โดยตอนนี้รู้หมดแล้วว่าใครอยู่เบื้องหลัง แต่ไม่เป็นไร เพราะเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขด้วยตัวเอง ส่วนการต้องโทษจำคุกนั้น เป็นข้อตกลงระหว่างตนกับศาลรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจของออสเตรเลีย เป็นเรื่องที่พูดไม่ได้ แต่ที่สื่อมวลชนออสเตรเลียเอามาเขียนนั้น รู้หมดแล้วว่าโยงใยและมีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง ตอนนี้รู้ถึงโครงข่ายทั้งหมด และได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายเป็นผู้ดำเนินการทั้งทางแพ่งและอาญา
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้ที่ห้องประชุมรัฐสภาชั่วคราว หอประชุมใหญ่ สำนักงานทีโอที แจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา ร.อ.ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ข้อกล่าวหาในเรื่องของการค้ายา ที่โดนจับในประเทศออสเตรเลียนั้น ถือเป็นเรื่องโอละพ่อ ยืนยันว่า ไม่ใช่คนที่นำเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย ไม่ได้เป็นผู้ผลิตยาเสพติด และไม่ได้เป็นผู้จำหน่ายแต่อย่างใด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน เริ่มจากที่ตนเดินทางไปเที่ยวนครซิดนีย์ ออสเตรเลีย โดยได้รับคำเชิญจากพี่คนหนึ่งที่ทำงานอยู่ใน ป.ป.ส.ของสหรัฐฯ จากนั้นตนจึงเดินทางเข้าออสเตรเลียโดยผ่านการตรวจค้นอย่างถูกต้องทุกขั้นตอน ไม่เป็นไปอย่างที่สื่อมวลชนได้รับทราบข้อมูลจากสื่ออวตารที่พยายามโจมตีอยู่ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องโอละพ่อ
“แต่ผมมีความโชคร้าย เพราะคนที่ถูกจับนั้น กลับอยู่ที่เดียวกับที่ผมอยู่ด้วย ผมจึงโดนข้อหารู้ว่ามียาเสพติด แต่ไม่แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรับทราบ ไม่ได้โดนข้อหาผลิตยาเสพติดและนำเข้ายาเสพติด ผมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหามาตลอด และถูกคุมขังประมาณ 8 เดือน จนถูกปล่อยออกมาใช้ชีวิตตามปกติในนครซิดนีย์ 4 ปีเต็มๆ ก่อนจะถูกส่งตัวกลับมาประเทศไทย เพราะนายกฯเทศมนตรีนครซิดนีย์ ไม่ต้องการให้คนเอเชียที่ตั้งตัวเป็นกลุ่มก้อน ไม่มีที่พักพิงเป็นหลักแหล่งอยู่ ผมจึงถูกส่งตัวกลับมา แต่ไม่ได้มารับโทษ”
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า สื่อมวลชนสามารถตรวจสอบหลักฐานต่างๆ จากศาลของออสเตรเลียได้ว่า เป็นความจริงหรือไม่ เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องโอละพ่อ และถือเป็นตราบาปที่ตนไม่เคยพูดมาตลอด 30 ปี เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประมาณปี 2535 หรือ 2536 แต่สื่ออวตารกลับโจมตีว่า ต้องกลับมารับโทษในประเทศไทย และตอนนี้ตนรู้หมดแล้วว่า ใครอยู่เบื้องหลังความพยายามที่จะล้มตนให้ได้ เพราะสื่อมวลชนเองก็ทราบดีว่า เป็นกำลังหลักในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีบทบาทในการขับเคลื่อนและประสานงาน หากล้มตนได้ รัฐบาลก็สั่นคลอน เพราะหลายเรื่องที่ได้ประสานงานไว้นั้นถือเป็นความลับที่ตนรู้เพียงคนเดียว
ส่วนกรณีที่เคยถูกถอดยศมาก่อนนั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้โชว์หนังสือการเลื่อนยศ พร้อมกล่าวว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2541 กระทรวงกลาโหมได้เลื่อนยศให้ตนขึ้นเป็นร.อ. ไม่ใช่ใช้ยศ ร.อ.นำหน้าโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความมั่นใจว่ามีคุณสมบัติเหมาะเป็นรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เป็นลูกชาวนา อยู่กับดินมา การเกษตรคือสิ่งที่อยู่กับดิน ดังนั้นจึงเข้าใจพื้นฐานของประชาชน ในการเป็นเกษตรกรรู้ว่าปัญหาคืออะไร และอะไรคือสิ่งเกษตรกรต้องการ ตนคิดว่าตอบโจทย์ได้ดีที่สุด
ผู้สื่อข่าวถามว่าสังคมตั้งข้อสังเกตเรื่องคดีความต่างๆจะพิสูจน์ตัวเองอย่างไร ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ในเรื่องคดีความต่างๆ เรื่องต่างประเทศได้ชี้แจงไปแล้ว สำหรับในประเทศไทยไม่มีประวัติอาชญากรรมใดๆทั้งสิ้น ถึงแม้จะถูกกล่าวหาพาดพิง เป็นเรื่องปกติที่มีเพื่อนและผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนมาก เป็นคนกว้างขวาง เพื่อนฝูงเยอะ และเป็นคนใจกว้าง บางครั้งการคบคนโน้นคนนี้ ไม่ได้กรอง ดังนั้นเมื่อเขานำภัยมาหาเรา ตนไม่โทษคนโน้น คนนี้ ไม่ใช่วิถีตน เพราะวิถีของตนต้องแก้ปัญหาให้จบด้วยตัวเอง ด้วยกระบวนการยุติธรรม ไม่เคยมีคดีค้างในชั้นศาล ได้ใช้กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ตัวเองมาทุกเรื่องทุกสถานการณ์ และไม่เคยละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ และชีวิตของตนผ่าน พ.ร.บ.ล้างมลทินมาหลายฉบับแล้ว เคยสมัครส.ส.รายชื่อกับพรรคการเมืองหนึ่ง หากไม่มีการรัฐประหารครั้งที่แล้วคงได้เป็นส.ส. ทำไมถึงไม่มีปัญหา แต่ทำไมถึงมีปัญหาในครั้งนี้ และไม่ถูกโจมตีอะไรเลย
เมื่อถามว่าคดีความที่ออสเตเลียจบแล้วหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่ออสเตรเลียไม่มีในกฎหมายไทย คือให้ผู้ถูกกล่าวหาไปลองตัดสิน หากพึงพอใจก็ให้รับ หากไม่พึ่งพอใจก็ให้ต่อสู้คดี และขอยืนยันว่าคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งคดีของตนศาลให้ลองมาพิจารณาว่ารู้ว่ามีการกระทำผิด แต่ไม่แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ ตอนนั้นถูกกันไว้เป็นพยาน และตนถูกจองจำ 8 เดือน จากนั้นก็ใช้ชีวิตปกติข้างนอก แต่ภายหลังรัฐบาลออสเตรเลียไม่ต้องการก็ส่งกลับประเทศ โดยไม่มีคดีอะไรค้างคาใด และเดินทางกลับมาประเทศไทยไม่ใช่เป็นการมารับโทษ
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า อยากฝากสื่อมวลชนไปศึกษาเรื่องพ.ร.บ.ล้างมลทินปี 2550 จะตอบโจทย์เรื่องตนทั้งหมด โดยเฉพาะมาตรา 4 ให้ล้างมลทินแก่ผู้บรรดาต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ได้กระทำก่อนหรือก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พ.ร.บ.นี้มีผลบังคับใช้ ให้ถือว่าผู้นั้นมิถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ถือว่าชัดเจนและตนไม่มีความผิด โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ว่าถูกปลดออกจากราชการข้อหาผิดวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งไม่เกี่ยวกับคดีที่ออสเตรเลีย

