“ชูวิทย์” ชี้เวรกรรมมีจริง เชิญชวนอดีตนปช.อีก 11 คนยืดอกรับโทษแบบลูกผู้ชายดีกว่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 11 ก.ย.62 หลังศาลฎีกาได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำพากลุ่มคนเสื้อแดงบุกล้มการประชุมอาเซียน ที่โรงแรมรอยัลคลิฟบีชรีสอร์ท เมืองพัทยา เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2552 ที่พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา เป็นโจทก์ ซึ่งศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ คือให้จำคุกจำเลยจำนวน 13 คน เป็นเวลา 4 ปี ไม่รอลงอาญานั้น

เกาะติดการเมือง กับ Line@มติชนการเมือง

เพิ่มเพื่อน

ล่าสุด นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่องเวรกรรมมีจริง โดยมีรายละเอียดคือ

“วันนี้ศาลฎีกาตัดสินจำคุก 4 ปี แกนนำ นปช. ที่บุกล้มงานประชุมอาเซียนซัมมิท เมื่อปี 2552 ทำกันถึงขนาดผู้นำต่างชาติเผ่นหนีแทบไม่ทัน ขายหน้าเขาไปทั่วโลก

จำเลย 12 คน มาศาลแค่คนเดียว อีก 11 คน นั่งรอฟังที่ไหนไม่รู้ อย่างนี้เขาเรียกว่า “ฟังลับหลัง” หากเห็นว่าโทษเบา ก็มอบตัวรับโทษ แต่หากโดนโทษหนัก ก็ต้องหนีตัวใครตัวมัน ส่วนที่เป็น ส.ส. ก็ไม่รอด พ้นสภาพ ส.ส. เดินเข้าคุกทันที

ถึงหนีไปได้ แต่ก็หาความสุขไม่มี สู้เดินยืดอกรับโทษอย่างลูกผู้ชายดีกว่า เมื่อยืนกราน “ทำเพื่อประชาชน” ก็ต้องโทษทางอาญาเพื่อประชาชน กล้าเดินหน้าเข้าคุก

ยังดีกว่าพี่บุญทรงที่ได้เลข 4 นำเหมือนกัน แต่เป็นสองหลัก 48 ปี นี่เลขหลักเดียว แค่ 4 ปีเท่านั้น

ถามคนที่เคยติดคุก ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หลังศาลตัดสิน หูจะอื้อ ตาจะลาย เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์สับกุญแจใส่มือ จูงเดินขึ้นรถเรือนจำไปติดคุกเหมือนคนไร้วิญญาณกันทั้งนั้น

อย่างผมเคยมีประสบการณ์มาแล้วหลายครั้ง ถึงแม้จะรู้ตัวว่าติดแน่ แต่ก็เดินหน้าชื่นอกตรมขมใจเข้าคุกทุกครั้ง ไม่เคยคิดหนี

จึงขอเชิญชวนให้อีก 11 คน มาติดคุกกันดีกว่า

โทษแค่ 4 ปี ติดจริงคงไม่เกิน 2 ปี เดี๋ยวก็ได้ออกมากอดลูกกอดเมียใช้เงินแล้ว

ผมจึงเชื่อว่าคงกำลังตัดใจร่ำลาลูกเมียกันอยู่

เช่นเดียวกับ “ฮีโร่ของมวลมหาประชาชน” ที่เคยบอกว่ายอมเป็นกบฏเพื่อชาติ ขอเป็นขี้ข้าประชาชน

หากวันใดวันหนึ่งที่ไปสุดทาง ศาลฎีกาตัดสิน หวังว่าคงไม่หลบไปฟังลับหลัง กล้ายืนเต็มขาหน้าบัลลังก์ ฟังคำพิพากษาให้หมดเวรหมดกรรมไป

บทความก่อนหน้านี้‘ฉัตร์ชัยเดชา’ ประเดิมสวยทุบ ‘อินโด’ ดิ้นมวย ‘ไอบ้าเวิลด์
บทความถัดไปพรุ่งนี้เจอ 2 มรสุม เตือน “เหนือ-อีสาน-ตะวันออก” หนักสุด “กทม.” ร้อยละ 40