“ชวลิต” แฉ พบ “ปภ.” ทำผิดระเบียบสัญญาขุดคลอง ระหว่าง ปภ.กับ อผศ. เหตุอผศ.มิใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ แต่กลับจ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้า 50 เปอร์เซ็นต์ จี้ สตง.เร่งตรวจสอบ เปิดเผยจ่ายแล้วกี่โครงการ พร้อมเร่งอผศ.เปิดเผยเงินในโครงการเพื่อให้ทหารผ่านศึกทราบและสบายใจ
เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทยเปิดเผยว่า มีผู้หวังดีส่งสัญญาขุดลอกคู คลองระหว่างกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) กับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก(อผศ.) ระบุชัดเจนในสัญญาข้อ 5 ว่าให้ผู้ว่าจ้างจ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้า 50 เปอร์เซ็นต์ให้ผู้รับจ้างได้แต่จากการตรวจสอบเอกสารของสำนักตรวจสอบภายใน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อ เม.ย.59 ระบุว่า กรมชลประทานได้หารือไปยังคณะกรรมการว่าด้วยพัสดุ(กวพ.) กระทรวงการคลัง ว่ากรมชลประทานสามารถจ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้ อผศ.ได้หรือไม่ ซึ่ง กวพ.ได้ตอบข้อหารือว่าไม่สามารถจ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้อผศ.ได้เพราะ อผศ.ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ กรมชลประทานจึงไม่ได้จ่ายค่าจ้างล่วงหน้าให้ อผศ. ตนจึงสงสัยว่าเหตุใด ปภ. ไปทำสัญญาเช่นนั้นซึ่งผิดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในข้อ 68 เพราะ อผศ.มิใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ
“ส่วนตัวเห็นว่าการที่ ปภ.จ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้าให้กับอผศ.ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นการดำเนินการที่ผิดกฎหมายและเป็นการสร้างความ เสียหายแก่ทางราชการอย่างยิ่งยิ่งเมื่อมีข่าวการตรวจสอบโครงการของ ปภ.ที่ผ่านมาว่ามีการจ้างช่วงผู้รับเหมาหลายช่วง หลายทอด เหลืองบประมาณให้ผู้รับเหมาช่วงสุดท้ายเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ยิ่งน่าตกใจว่างบประมาณแผ่นดินจำนวนมากจะละลายหายไปกับฤดูฝนที่กำลังเข้ามา หรือไม่” นายชวลิตกล่าว
นายชวลิตกล่าวอีกว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ซึ่งเป็นหน่วยตรวจสอบออกมาชี้แจงว่า ได้ตรวจสอบสัญญาว่ามีการจ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้า ถึง 50 เปอร์เซ็นต์จริงหรือไม่ ถ้าจริงจ่ายไปแล้วกี่โครงการ เรียกคืนได้หรือไม่ ใครจะต้องรับผิดชอบบ้าง ขอให้ชี้แจงเรื่องนี้ต่อสาธารณชนโดยด่วน เพื่อดำเนินการตามนโยบายปราบโกงของรัฐบาลซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติให้เห็นผลจริงจังและขอให้มีการเปิดเผยอีกว่า การที่ อผศ.เข้ามาเป็นผู้รับจ้างโครงการขุดลอกคู คลองมีรายได้เข้า อผศ.จำนวนเท่าใด เพื่อชี้แจงให้ทหารผ่านศึกและครอบครัวได้รับทราบ จะได้สบายใจกันทุกฝ่าย ทั้งมองว่ากระทรวงกลาโหมควรขอตั้งงบประมาณในการดูแลทหารผ่านศึกและครอบครัวอย่างเหมาะสมจะดีกว่าการให้ อผศ.ไปรับงานมาทำในสิ่งที่ตนเองไม่ถนัด ไม่มีเครื่องมือ

