“ภูมิใจไทย” เสวนา “แก้หนี้กยศ. ปลดทุกข์เด็กไทย” เผยเนื้อหาร่างพ.ร.บ.ฉบับดันเข้าสภา เลือกทำงานให้รัฐแทนชำระหนี้ได้-เรียนจบเกียรตินิยม แปลงหนี้เป็นทุน ไม่ต้องใช้หนี้คืน-ปลดล็อกลูกหนี้และผู้ค้ำ หลังปรับโครงสร้างหนี้
เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 14 กันยายน ที่ห้องประชุมชั้น 3 พรรคภูมิใจไทย มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชน ในหัวข้อ กฎหมาย “แก้หนี้ กยศ.ปลดทุกข์เด็กไทย” ผู้ร่วมเสวนา อาทิ นายกมล รอดคล้าย ประธานทีมยุทธศาสตร์การศึกษาพรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายพะโยม ชิณวงศ์ คณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสฤษดิ์ บุตรเนียร ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทย นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) นายกิตติศักดิ์ ธนันณัฏฐ์ ผู้แทนเด็กที่กู้กยศ. เป็นต้น


โดยนายกมลกล่าวตอนหนึ่งว่า เหตุที่มีการประชุมครั้งนี้ เพราะพรรคภูมิใจไทยรักษาสัญญากับประชาชน เราได้เสนอกฎหมาย 12 ฉบับเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อจะนำไปสู่การแก้ปัญหาหลายเรื่อง โดยวันนี้ พรรคจะนำเสนอร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ซึ่งเราได้รับฟังความเห็นและมีหลักการ 3-4 เรื่อง เช่น การลดดอกเบี้ย การเพิ่มระยะเวลาผ่อนชำระให้ยาวนานขึ้น การยกเลิกเบี้ยปรับ รวมถึงการไม่จำเป็นต้องมีผู้ค้ำประกัน แต่ให้เด็กเป็นผู้ค้ำตัวเอง ทั้งหมดนี้จะเป็นไปได้หรือไม่ โดยหลักคิดเหล่านี้ ตนอยากให้นึกถึงคำ 3 คำ คือ 1.ให้ทุน ซึ่งเหมือนกับการให้ขาดโดยไม่ขอรับเงินคืน เช่น การให้ทุนเด็กเรียนดี 2.ให้ยืม คือการให้แบบไม่คิดดอกเบี้ย แต่ขอเงินต้นคืน เช่น การได้รับทุนของมหาวิทยาลัย เมื่อเรียนจบกลับมาทำงาน ก็เป็นเหมือนการคืนเงินต้น แต่สิ่งที่ประเทศไทยใช้อยู่ในปัจจุบันคือ 3.ให้กู้ยืม ซึ่งนำไปสู่การคิดดอกเบี้ย ขณะที่หลักการที่พรรคภูมิใจไทยเสนอคือ หากเราไม่สามารถให้ทุนเปล่าๆได้ จะเหลือแค่ให้ยืมได้หรือไม่ เพราะเด็กคือผลผลิตของประเทศที่จะกลับมาทำงานและนำรายได้มาสู่ประเทศในอนาคต

ด้านนายพะโยมกล่าวว่า กองทุนกยศ.เป็นกองทุนที่สร้างโอกาสแก่เด็กไทย แต่เมื่อกองทุนนี้ดำเนินการไปสักระยะก็เกิดประเด็นปัญหาขึ้นว่า มีผู้กู้กยศ.รวมประมาณ 5.6 ล้านคน อยู่ระหว่างชำระหนี้ประมาณ 3 ล้านคน ในจำนวนนี้ถูกดำเนินคดีถึงล้านคน และชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้วประมาณล้านคนเช่นกัน ดังนั้น ต้องถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งที่จริงแล้วหนี้กยศ.จะให้โอกาสในการพักชำระหนี้ด้วยระยะเวลาที่นานพอสมควร แต่สำหรับคนที่กู้นั้นมีสถานะเป็นผู้มีรายได้น้อยหรือคนจน ซึ่งคนจนไม่ได้มีแค่ภาระหนี้กยศ. แต่ยังเป็นหนี้อื่นๆ เมื่อเรียนจบไปทำงานก็มีรายได้ไม่เพียงพอ นี่คือทุกข์ของเด็กไทยที่เราต้องมาคิดว่า จะแก้ปัญหาคนที่ถูกบังคับคดีอย่างไร แม้ปัจจุบัน พรรคภูมิใจไทยจะเสนอกฎหมายนี้ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว แต่กระบวนการทางกฎหมายยังมีอีกหลายขั้นตอน เช่น การอภิปราย การแปรญัตติ เพื่อทำให้กฎหมายมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นและสอดคล้องกับกฎหมายเดิม

ขณะที่นายสฤษดิ์กล่าวว่า เนื่องจากกองทุนกยศ.เป็นการให้บริการสาธารณะทางการศึกษาแก่ประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์ให้นักเรียนหรือนักศึกษาเข้าถึงแหล่งเงินกู้จากกองทุนฯอย่างเท่าเทียม เสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อเป็นการสนับสนุนผู้กู้ยืมให้มีการศึกษาที่ดี มีแรงจูงใจ และลดภาระการชำระหนี้ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมมีโอกาสปรับโครงสร้างหนี้ ปลดภาระผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันจากการเป็นหนี้อันไม่ก่อให้เกิดรายได้ พรรคภูมิใจไทยจึงมีความจำเป็นต้องเสนอร่างพ.ร.บ.นี้ โดยมีสาระสำคัญ เช่น มาตรา 5 กำหนดให้ผู้กู้ยืมเงินภายหลังที่สำเร็จการศึกษาหรือเลิกการศึกษาแล้ว อาจเลือกทำงานให้รัฐแทนการชำระเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ได้รับไปตามสัญญากู้ยืมเงินให้กองทุนก็ได้ และให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาเป็นเงินกู้ยืมปลอดดอกเบี้ยนับแต่วันที่พ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับ กรณีผู้รับทุนการศึกษาก่อนพ.ร.บ.ฉบับนี้บังคับใช้และยังมีเงินค้างชำระอยู่ ให้ชำระคืนเฉพาะเงินต้น
นายสฤษดิ์กล่าวต่อว่า มาตรา 6 กำหนดให้กรณีที่ผู้กู้ยืมเงินสำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและได้รับผลการศึกษาในระดับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง สามารถแปลงหนี้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาของผู้กู้ยืมเงินเป็นเงินทุนเพื่อการศึกษาโดยไม่ต้องชำระเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา มาตรา 8 กรณีผู้กู้ยืมเงินที่ศาลมีคำพิพากษาก่อนวันที่พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ เมื่อได้ทำการปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับกองทุนแล้วถือว่าหลุดพ้นจากประวัติการชำระหนี้อันไม่ก่อให้เกิดรายได้ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต และหากผู้กู้ยืมเงินได้ปฏิบัติตามนี้แล้ว ให้ถือว่าผู้ค้ำประกันก็หลุดพ้นด้วยเช่นเดียวกัน และมาตรา 9 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพ.ร.บ.นี้

ด้านนายชัยณรงค์กล่าวว่า ตนเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะมีการแก้ไขหนี้ของลูกหนี้กยศ. วันนี้กว่า 7.9 หมื่นล้านคือหนี้เสียที่ผิดนัดชำระ และคนที่อยู่ระหว่างชำระหนี้ ได้ผิดนัดชำระหนี้ประมาณ 65 เปอร์เซ็นต์ หรือราว 2.3 ล้านคน ซึ่งเราพยายามช่วยเหลือทุกคน ขณะที่นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เกือบทุกมาตรา แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่าร่างพ.ร.บ.จะคุ้มครองดูแลลูกหนี้รุ่นหลังๆ มากกว่าลูกหนี้รุ่นปัจจุบันที่อยู่ระหว่างการถูกฟ้องร้อง ดังนั้น จึงอยากให้มีการแก้ไขปรับปรุงให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น


