บทเรียน บทสรุป ถวายสัตย์ ปฏิญาณตน ถึง ‘ออสเตรเลีย’

17.09.19 | 13:00 น.

ไม่ว่ากรณี เดอะ ซิดนีย์ มอร์นิ่ง เฮรัลด์ ไม่ว่ากรณี การถวายสัตย์ปฏิญาณตน สอดรับกับบทสรุปในสังคมโบราณที่ว่า
รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ
เนื่องจากกระบวนการในการชี้แจงแถลงความดำเนินไปในแบบของทศกัณฐ์เมื่ออยู่ ณ เบื้องหน้าท้าว          มาลีวราช
นั่นก็คือ ใช้วิธีวิทยาแบบ “วัวพันหลัก”
คำถามพื้นฐานอย่างที่สุดก็คือ การถวายสัตย์ปฏิญาณตนเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ครบถ้วนสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 หรือไม่
เช่นเดียวกับมีคดียาเสพติดเกิดขึ้นที่ออสเตรเลีย จริงหรือไม่
เมื่อการชี้แจงมิได้อิงอยู่กับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 เมื่อการชี้แจงมิได้มีอยู่กับคำพิพากษาของศาลออสเตรเลีย
จึงเข้าลักษณะ “แก้ตัว” และไม่นำไปสู่การ “แก้ไข

ลองย้อนกลับไปดูพฤติการณ์ของบุคคลและคณะบุคคลอันมีส่วนร่วมในการกล่าวคำปฏิญาณตนเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ดูว่าดำเนินไปอย่างไร
ความจริงน่าจะรู้ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคมแล้ว
ก็น่าจะดำเนินการแก้ไขให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่จำเป็นอะไรที่จะต้องให้มีการทักท้วงในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม
มิหนำซ้ำเมื่อมีการทักท้วง กลับไม่ยอม “แก้ไข”
เรื่องจึงยืดเยื้อเรื้อรังจากวันที่ 16 กรกฎาคม ผ่านวันที่ 16 สิงหาคม กระทั่งผ่านวันที่ 16 มาถึงวันที่ 18 กันยายน
ที่ควรจะจบก็ไม่จบ เนื่องจากไม่มีการ “แก้ไข”
จากกรณีถวายสัตย์ปฏิญาณตนผิดพลาด คลาดเคลื่อน แล้วยังไม่ยอมรับ ยังแสดงพฤติกรรมซ้ำอีก           เมื่อประสบเข้ากับกรณี เดอะ ซิดนีย์ มอร์นิ่ง เฮรัลด์
เท่ากับไม่ยอม “แก้ไข” เท่ากับไม่ยอม “สรุป”

กรณีของการถวายสัตย์ปฏิญาณตนจึงเด่นชัดยิ่งว่าเป็นการกระทำความผิดพลาด คลาดเคลื่อนในลักษณะสำเร็จ
ตัวเองก็รู้ ชาวบ้านก็รู้
หากยังปากแข็งไม่ยอมรับก็มีคลิปข่าวในราชสำนักเป็นหลักฐานอันแน่นหนา ทั้งภาพ การเคลื่อนไหวและเสียงครบครัน
ถามว่าแล้วอะไรคือสิ่งที่ชาวบ้านรอคอย
คำตอบ 1 คือ การอภิปายอย่างพิสดารจากขุนพลแห่งพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักกฎหมายรัฐธรรมนูญระดับ นายปิยบุตร แสงกนกกุล
เวลา 60 นาที จะจำแนก แจกแจงอย่างไร
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ เมื่อเผชิญกับกระบวนการอรรถาธิบาย กระบวนการสอบถามแล้วท่าทีของฝ่ายรัฐบาลจะเป็นอย่างไร
จะ “แก้ตัว” ต่อไป หรือว่าจะ “แก้ไข”

จากกรณี เดอะ ซิดนีย์ มอร์นิ่ง เฮรัลด์ อันสัมพันธ์กับรัฐมนตรีช่วยว่าการ มายังกรณี ถวายสัตย์ปฏิญาณอันสัมพันธ์กับคำกล่าวนำของนายกรัฐมนตรี
น่าจะเป็น “บทเรียน”
เป็นบทเรียนต่อคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะในอดีตเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ไม่ว่าจะในอดีตเมื่อ 2 เดือนก่อน
เป็นบทเรียนต่อ “การแก้ไข” มิใช่ “การแก้ตัว”