การวางตัวบุคคลเพื่ออภิปรายในประเด็น “ถวายสัตย์”ของ 7 พรรค ฝ่ายค้านจุดเด่นอาจอยู่ที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล แต่อย่าลืมอีก 2 คนสำคัญ
1 คือ พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียเวส 1 คือ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา
เป็นความจริงที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เป็นนักกฎหมายและเชี่ยวชาญในเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างเป็นพิเศษ แต่บทบาทก็ดำเนินไปเหมือนกับที่ปฏิบัติเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม
นั่นคือ ปูพื้นฐานในทางกฎหมาย ปูพื้นฐานในประวัติศาสตร์ทางการเมือง แต่บทบาทของ พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียเวส กับ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา คือไฟเตอร์
2 คนนี้แหละที่จะทะลวงเข้าไปคลุก”วงใน”อย่างแท้จริง
ต้องยอมรับว่า บทบาทของ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ต่อกรณี”ถวายสัตย์” คือ การล่อเสือออกจากถ้ำ
ไม่ว่าเมื่อ”ทักท้วง” ไม่ว่าเมื่อ”ขยายความ”
ความเป็นมวยหลักในทางกฎหมายเท่ากับไปจำกัดและตีกรอบให้ นายวิษณุ เครืองาม เคลื่อนไหวได้อย่างไม่เต็มที่แม้จะอ้างอิงศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม
เมื่อ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เล่นบท”นำร่อง”เคลียร์พื้นที่ใน ทางกฎหมาย จึงย่อมสะดวกราบรื่นที่ พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียเวส จะออกหมัด
อาศัย”แบ็คกราวน์”จากสถานการณ์ล่อแหลมเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม มาเป็นตัวจุดประกาย
แล้วกระหน่ำซ้ำโดย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา
ต้องยอมรับว่าบทบาทของ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ในปัจจุบันมิได้เป็นบทของการขี้ม้าเลียบค่าย ตรงกันข้าม ยืนซดร้อนแรง ในแบบหมัดต่อหมัด
เป้าของทั้ง 3 คนย่อมเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เชื่อได้เลยว่าฝ่ายของรัฐบาลจะต้องออกอาวุธกันอย่างเต็มที่ทั้งก่อนและระหว่างการประชุม กำหนดเป้าหมายเดียวคือสะกัดขัดขวางเท่าที่ข้อบังคับจะเปิดช่องทางให้
และก็เชื่อได้เลยว่าขุนพลทั้ง 3 ของฝ่ายค้านมีความแกร่ง
ไม่ว่า นายปิยบุตร แสงกนกกุล ไม่ว่า พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียเวส ไม่ว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา
จุดเดือดจะเริ่มตั่งแต่ 10.30 น.เป็นต้นไป

