หมายเหตุ – ความคิดเห็นของนักวิชาการ และนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) กรณีการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เข้าชื่อเพื่อยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา ไต่สวนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีการกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 161 กำหนด
วันมูหะมัดนอร์ มะทา
ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชาติ(ปช.)
7 พรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมหารือกันเร็วๆ ถึงการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เข้าชื่อเพื่อยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา ไต่สวนกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีการกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 161 โดยการเข้าชื่อดังกล่าวต้องใช้เสียง ส.ส. ร่วมกันเกิน 151 รายชื่อ ซึ่งสามารถกระทำได้ แม้จะเป็นช่วงของการปิดสมัยประชุมสภา
ประเด็นที่นายกรัฐมนตรีกระทำความผิดทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 5 ของมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ซึ่งมาตรฐานทางจริยธรรมฉบับนี้ให้ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 219 วรรค 2 ด้วยในหมวด 1 มาตรฐานจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ข้อ 5 ระบุว่า “ต้องยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
หมวด 4 ข้อ 27 ระบุว่า “การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมในหมวด 1 ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง”
และตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ.2562 มาตรา 5 บัญญัติว่า “มาตรฐานทางจริยธรรม คือ หลักเกณฑ์การประพฤติปฏิบัติอย่างมีคุณธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ จะต้องประกอบด้วย (1) ยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (7) ดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดี และรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ”
ในประเด็น (1) นายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณที่ขาดหายไป คือ “ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ” ถือเป็นข้อความที่มีความสำคัญ เพราะแสดงให้เห็นว่า นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะต้องบริหารประเทศโดยยึดหลักกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการบริหารประเทศ
แต่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีละเลยไม่ได้ให้ความสำคัญที่จะปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ตามรัฐธรรมนูญหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ มาตรา 53 ซึ่งบัญญัติว่า “รัฐต้องดูแลให้ปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด”
การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่กล่าวมานี้ ถือได้ว่านายกรัฐมนตรียังไม่ยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ โดยเฉพาะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมมาตรา 5 ซึ่งยังขัดต่อคุณสมบัติของการเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 160 (5) ที่บัญญัติว่า “รัฐมนตรีต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง”
ในประเด็น (7) ของมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ.2562 บัญญัติว่า “ดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดี และรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ”
การถวายสัตย์ปฏิญาณรัฐธรรมนูญให้ถือปฏิบัติมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2492 ถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พ.ศ.2560 ทุกฉบับได้บัญญัติการถวายสัตย์เหมือนกันทุกถ้อยความทุก
ตัวอักษร รัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมาต้องเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับปฏิญาณหน้าที่ จนถือเป็นการปฏิบัติที่สืบต่อกันมาเป็นจารีตประเพณี ถือว่าเป็นวัฒนธรรมจริยธรรมของคณะรัฐมนตรีก่อนเข้ารับหน้าที่
การปฏิบัติหน้าที่ไม่ครบถ้วนเช่นนี้ ถือได้ว่าไม่ปฏิบัติตามวัฒนธรรม ประเพณี และจริยธรรมที่ปฏิบัติต่อๆ กันมา สร้างความสับสนในแนวปฏิบัติอันเป็นจารีตประเพณีที่ดีงามและสงสัยในพฤติกรรมที่ไม่ตรงไปตรงมา ไม่นำพาต่อข้อท้วงติง ไม่ทุกข์ไม่ร้อน เพื่อกลบเกลื่อนการกระทำที่ผิดพลาดของตน จึงขัดกับมาตรฐานทางจริยธรรมมาตรา 5 (1) และ (7) และขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) ซึ่งกำหนดว่า รัฐมนตรีต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน และไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมอย่างร้ายแรง
เมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 234 กำหนดไว้ว่าให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีหน้าที่ไต่สวน และมีความเห็นกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพื่อเสนอต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย
เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะจบกันง่ายๆ เมื่อยังไม่ได้พิสูจน์กันชัดแจ้ง ดังนั้น นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาล และยังเป็นประธานคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมตามมาตรา 8 ของพระราชบัญญัติมาตรฐานจริยธรรม พ.ศ.2562 ต้องปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่าง แต่นายกรัฐมนตรีกลับมากระทำผิดจริยธรรมเสียเองเช่นนี้แล้ว ก็ควรดำเนินการเรื่องนี้ให้ได้ข้อยุติ
ตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ.2561 เมื่อศาลฎีกาประทับรับฟ้องตามคำฟ้องของ ป.ป.ช.แล้ว ก็ให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษาหากมีคำพิพากษา และหากกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ต้องพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น มีกำหนดเวลาไม่เกิน 10 ปีด้วยหรือไม่ก็ได้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 235 ภายใต้ บังคับ มาตรา 236 (2)
ฐิติพล ภักดีวานิช
คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
กระบวนการดังกล่าวสามารถทำได้ แต่ส่วนตัวมองว่าเรื่องคำปฏิญาณเกิดจากความผิดพลาดของนายกรัฐมนตรีเอง ไม่ควรเป็นประเด็นที่นำไปสู่การสิ้นสุดตำแหน่งของนายกฯ และกลายเป็นบรรทัดฐาน ที่ว่านายกฯกล่าวคำปฏิญาณผิดแล้วจะต้องสิ้นสุดตำแหน่ง ถ้านายกฯ พูดผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจจริง ก็อาจไม่ได้เป็นประเด็นใหญ่ แต่ควรมีกระบวนการขั้นตอนที่ให้ถวายสัตย์ใหม่
ตอนนี้เสมือนว่ารัฐบาลและนายกฯ ไม่ยอมรับการตรวจสอบจากรัฐสภา นี่คือปัญหาใหญ่ ไม่ใช่แค่เรื่องถวายสัตย์เพียงอย่างเดียว วิธีที่ดีที่สุด คือควรให้เรื่องนี้จบในสภา เพื่อเป็นการสร้างวัฒนธรรมการเมือง การปกครองที่ดีในอนาคต ที่นายกฯยอมรับอำนาจและการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน เนื่องจากเป็นความผิดที่เห็นชัดเจนและเป็นความผิดที่เกิดขึ้นแล้ว และไม่มีข้อโต้แย้งอะไร เพราะสาระสำคัญของคำปฏิญาณก็ขาดไปจริง
เวลานี้ฝ่ายรัฐบาลควรยอมรับก่อนว่า เป็นความผิดที่เกิดขึ้นและต้องหาแนวทางร่วมกัน ส่วนตัวมองว่าทางออกที่ดีที่สุดคือ การถวายสัตย์ใหม่ เพื่อที่จะให้ทุกอย่างถูกต้อง และน่าจะเป็นสิ่งที่สร้างวัฒนธรรมการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีรัฐสภาเป็นตัวแทนประชาชนในการตรวจสอบรัฐ
ในการปกครองของไทย พอมีอะไรก็จะให้ศาลตีความ ส่วนตัวมองว่าเป็นลักษณะของการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่ค่อยดีนัก ทำให้เห็นว่าสภาอาจจะทำอะไรไม่ได้เลยในการตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งความจริงแล้วสภามีหน้าที่หลักอีกอย่าง คือการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ดังนั้น ในเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองและรัฐสภาควรจะให้รัฐสภามีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของนายกฯ และของฝ่ายบริหาร นี่คือหลักการที่ถูกต้อง
ฝ่ายบริหารและนายกฯเอง ก็ควรจะยอมรับกระบวนการการตรวจสอบที่เกิดจากฝ่ายค้านในสภา ไม่ใช่ปฏิเสธ เพราะที่เห็นเมื่อจากการประชุมเมื่อวันที่ 18 กันยายน นายกฯเองก็ไม่ได้ตอบประเด็นนี้ แสดงว่านายกฯเองเพิกเฉยต่อการถูกตรวจสอบ ซึ่งเป็นการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่ดี และแสดงว่านายกฯไม่ได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการตรวจสอบและถ่วงดุลตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ไม่ว่าศาลจะพิจารณาอย่างไร แต่ส่วนตัวมองว่าไม่น่าจะเป็นความผิดที่ทำให้รัฐบาลต้องสิ้นสุดลง ควรจะมาสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่ ในแง่ที่ว่า ถ้าความผิดร้ายแรงอย่างการทุจริต เช่นนี้เป็นกรณีที่ควรจะยุติอำนาจ แต่หากเป็นเรื่องของกระบวนการและวิธีการ ซึ่งก็สำคัญ แต่ไม่ควรจะให้ความสำคัญมากขนาดนั้น เพราะความผิดในลักษณะพิธีการสามารถจะแก้ไขได้ เช่น สหรัฐอเมริกาเอง ประธานาธิบดีพูดผิดในพิธีสาบานตน ก็สาบานตนใหม่ ไม่ได้สิ้นสุดความเป็นประธานาธิบดี พิธีกรรมเป็นลักษณะในเชิงสัญลักษณ์ เป็นการแสดงความจำนงของนายกฯ ขณะเดียวกันนายกฯเองต้องยอมรับว่าได้ทำผิด และควรเข้าสู่กระบวนการถวายสัตย์ใหม่
แต่ปัญหาคือตอนนี้นายกฯและรัฐบาลก็ยังไม่ยอมรับว่าคือความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ยังปฏิเสธความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นอีกคำถามที่เกิดขึ้นในแง่จริยธรรมของฝ่ายบริหาร ว่าอาจขาดความตระหนักถึงความรับผิดชอบในความผิดที่ตัวเองทำไป
ทำให้เกิดคำถามว่า การผิดพลาดแค่ในเรื่องพิธีกรรม รัฐบาลและนายกฯยังไม่พร้อมจะรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น สังคมอาจตั้งคำถามได้ว่า ถ้าเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่านี้ จะมั่นใจได้อย่างไรว่ารัฐบาลจะตระหนักและสำนึกในความรับผิดชอบของตัวเอง
อัษฎางค์ ปาณิกบุตร
อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
กระบวนการตามที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา น่าสนใจมาก สามารถทำได้ เดิมคิดว่าไม่ได้มีโทษ แต่ไม่แน่ใจว่าศาลจะรับหรือไม่
นายวันมูหะมัดนอร์เป็นคนฉลาด จึงใช้วิธีการโยงบัญญัติต่างๆ ในรัฐธรรมนูญให้มาเข้ากัน มาตรา 162 ไม่มีโทษ แต่สามารถลงโทษทางจริยธรรมได้ ถือว่ามีประสบการณ์ทางการเมืองสูง ถึงได้มาวางลำดับอย่างนี้ ซึ่งถ้าทำได้จริงๆ เชื่อว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี คงปวดหัวเหมือนกัน เพราะผู้ตัดสินคือศาลฎีกา แผนกคดีทางการเมือง ตรงนี้น่าสนใจ เป็นสิ่งที่ดี ถ้ามีการประชุมหัวเรือใหญ่ทางกฎหมาย ทำตามคุณวันนอร์ระบุ เชื่อว่า 7 พรรคฝ่ายค้านทำได้ เพราะมีคนเก่งกฎหมายอยู่มาก
ถามว่าผลจะนำไปสู่อะไรบ้าง ก็อยู่ที่การตัดสิน ในบทบัญญัติจริยธรรม ต้องทำอะไรบ้าง ต้องดูรายละเอียดของมาตรานี้ว่า ศาลฎีกาจะออกมาแบบไหน ในฐานะนักรัฐศาสตร์เห็นว่าเป็นเรื่องที่ควรจะทำ เพราะการที่นายกรัฐมนตรีเบี่ยงเบนทุกเรื่อง ถือว่าผิดลักษณะผู้นำ

