หน้าแรก การเมือง นักวิชาการวิเ...

นักวิชาการวิเคราะห์ “ม.61″วรรค 2 ขัดมาตรา 4?

10.06.16 | 14:24 น.

หมายเหตุ – ความคิดเห็นของนักวิชาการทางด้านกฎหมายต่อกรณีของการตีความภายหลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ยื่นให้วินิจฉัยว่า มาตรา 61 วรรคสอง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ชอบด้วยมาตรา 4 รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 หรือไม่

ยอดพล เทพสิทธา
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

มาตรา 61 วรรค 2 ของ พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติฯ ไม่ได้มีปัญหาในการบังคับใช้ เพราะเราอยู่ภายใต้บรรยากาศที่ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นใดๆ ได้ แต่ที่มีปัญหากับคำว่า “ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย” จึงอยากตั้งข้อสังเกตว่า คนที่ใส่เสื้อโหวตโนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญจะมีลักษณะที่ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย หรือเป็นการให้ข้อมูลเป็นเท็จหรือไม่ เพราะความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นและแสดงออกเท่านั้น ดังนั้น จึงคิดว่ากฎหมายมันมีปัญหาทั้งมาตรา 61 เลย แต่ถึงอย่างไรสุดท้ายแล้วศาลรัฐธรรมนูญต้องเป็นผู้วินิจฉัย

ดังนั้น ผมคิดว่าการคงอยู่ของวรรค 2 มันไปขัดต่อหลักการมีเสรีภาพในการแสดงออก แต่การที่อ้างว่าเพื่อไม่ให้มีก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย คิดว่าเราก็มีกฎหมายฉบับอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้ ทั้งกฎหมายหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่สามารถนำเอามาใช้ได้ หากมีการกล่าวเท็จ หรือให้ร้ายกัน ผมคิดว่าไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยที่ต้องนำเอาทั้ง 3 คำมาบรรจุไว้ใน พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ ความจริงมันไม่ได้มีปัญหาที่ถ้อยคำแต่มีปัญหาทั้งวรรคเลย ดังนั้น มาตรา 61 วรรคสอง จึงขัดกับมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 และยังไปขัดกับมาตรา 7 พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติฯ ด้วย

ตามหลักการทุกคนควรมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย และไม่ต้องไปละเมิดสิทธิคนอื่น หากใครก็ตามที่ไปละเมิดคนอื่นด้วยการไปใส่ร้ายป้ายสีเรามีกฎหมายหมิ่นประมาท ก็นำมาใช้ได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมาบัญญัติไว้ในกฎหมายประชามติอีกรอบหนึ่ง ดังนั้น กระบวนการจัดทำประชามติในความเป็นจริงต้องเป็นเวทีเสรีที่ต้องสร้างและส่งเสริมบรรยากาศในการแสดงออก แต่สภาพการณ์ปัจจุบันไม่ได้มีการสร้างบรรยากาศแบบนั้นเลย

ส่วนคำถามที่ว่าหากจะประเมินผลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญออกมาจะกระทบต่อสถานการณ์การเมืองหรือไม่นั้น ผมวิเคราะห์ว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาเป็นคุณในการคุ้มครองหลักการสิทธิเสรีภาพ ถือว่าศาลยอมให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ และให้ทุกภาคส่วนสามารถรณรงค์ร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างเสมอภาคกัน แต่ที่พูดมองในเชิงโลกสวย แต่ถ้ามองตามความเป็นจริงไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรสุดท้ายก็ยังมีคำสั่ง หรือประกาศของ คสช.อยู่ดี เพราะ คสช.ยังคงมีอำนาจตามมาตรา 44

Advertisement

หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า มาตรา 61 วรรค 2 พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ ขัดมาตรา 4 รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 จริง ผมว่าจะไม่ส่งผลสะเทือนอะไร เพราะถึงเมื่อนั้นทาง คสช.ก็อาศัยอำนาจมาตรา 44 สามารถออกประกาศ หรือคำสั่ง คสช.ฉบับใดขึ้นมาก็ได้ เพื่อรักษาความความสงบเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติ ทุกอย่างก็จบ เผลอๆ อาจจะนำถ้อยคำที่ถูกตีตกไปกลับมาใช้ก็เป็นได้

ไพโรจน์ พลเพชร
อดีตคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

การทำประชามติเมื่อปี 2550 แทบไม่มีการควบคุมการพูด และการเผยแพร่เนื้อหาเลย แต่การทำประชามติครั้งนี้กลับมีการควบคุมการเผยแพร่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ อีกทั้งมีโทษทางอาญา แต่ถ้าการกระทำดังกล่าวไปกระทบกับบุคคลอื่นทำให้เกิดความเสียหายก็จะมีโทษในทางกฎหมายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น การกำหนดมาตรา 61 วรรค 2 ของ พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ ที่บัญญัติคำว่า ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ถ้าให้พูดความจริงผลกระทบจากการกระทำดังกล่าว เราก็มีกฎหมายหมิ่นประมาทอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องกำหนดเนื้อหาแบบนี้จึงไม่สอดคล้องกับการทำประชามติเลย

โดยหลักการทำประชามติมี 3 ประการ 1.ต้องให้ทุกคนเข้าใจ และรับรู้เนื้อหา 2.ต้องมีระยะเวลาพอสมควร และ 3.ต้องให้ทุกฝ่ายสามารถเสนอความคิดเห็นต่อเนื้อหาได้ อย่างไรก็ตาม การที่ไปกำหนดเนื้อหาในมาตรา 61 วรรค 2 เช่นนี้จะเป็นการปิดกั้น และไม่สอดคล้องหลักการทำประชามติ ทั้งยังทำให้หลายฝ่ายวิตกกังวล ซ้ำร้ายไปกว่านั้นการที่กฎหมายไปกำหนดวิธีการให้ใครก็ตามสามารถแจ้งความได้ นี่เป็นปัญหาของกฎหมายประชามติ แถมเป็นการขัดมาตรา 4 รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ที่คุ้มครองสิทธิมนุษยชน อีกทั้งในกฎหมายประชามติก็บัญญัติการแสดงความคิดเห็นไว้ด้วย

ผลที่ตามมาจากกระบวนการข้างต้น ทำให้การแสดงความคิดเห็นต่างๆ ไม่สามารถกระทำได้ การเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยต่อร่างรัฐธรรมนูญ ต้องสามารถเผยแพร่ได้อย่างเท่าเทียมกัน ในเมื่อเป็นเช่นนี้คนที่ไม่เห็นด้วยก็จะเกิดความกังวล ประกอบกับมาตรา 10 พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฯ ที่ระบุชัดเจนว่าให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) หรือเจ้าหน้าที่รัฐสามารถเผยแพร่ได้ฝ่ายเดียว มิหนำซ้ำยังไม่เป็นการจูงใจในการลงประชามติ ผมคิดว่าการเขียนแบบทำให้คนที่เห็นด้วยสามารถใช้กลไก หน่วยงาน และงบประมาณของรัฐได้อย่างเต็มที่ เท่ากับทำให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยทำอะไรมิได้เลย นำมาซึ่งการทำประชามติครั้งนี้ไม่มีบรรยากาศที่เสรี และทำให้มีโอกาสเบี่ยงเบนไปจากเจตจำนงประชาชน และทำให้คนไม่ยอมรับผลประชามติ โชคร้ายอาจเกิดความขัดแย้งขึ้นอีกก็ได้ในสังคมไทย

ส่วนจะเป็นการสร้างแรงตึงเครียดในสังคมหรือไม่นั้น ผมมองว่าเมื่อเป็นภาวะสองมาตรฐานเช่นนี้ การลงประชามติ หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านไปก็จะทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันอีกครั้ง เพราะอาจมีคนไม่ยอมรับ และไม่เชื่อถือในกติกา เพราะกระบวนการที่ผ่านมาไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ

ขณะเดียวกันผลของการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ในแง่กฎหมาย ถ้าศาลวินิจฉัยว่าขัดก็จะมีผลเฉพาะวรรค 2 เท่านั้น ก็จบเท่านี้ ไม่สามารถใช้ได้ ผลมีแค่นั้นเอง ในทางกฎหมายไม่มีผลให้การทำประชามติต้องเลื่อน แต่ผลที่สำคัญก็คือการทำประชามติครั้งนี้ยังมีข้อจำกัดที่เอื้อให้ฝ่ายรัฐสามารถรณรงค์ได้ฝ่ายเดียว นี่คือไม่เสรี และไม่ยุติธรรมเลย แม้ว่าเราจะทำอะไรไม่ได้ในตอนนี้ แต่ว่าผลจะสะเทือนต่อไปในอนาคต