เมื่อวันที่ 22 ก.ย. น.ส.วรรณวรี ตะล่อมสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ ตอบโต้บอกไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อความและคำพูดของ จุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในเพจ จุติ ไกรฤกษ์ รมว.พัฒนาสังคมฯ ซึ่งกล่าวว่า “สตรีทุกท่านมี DNA ของความเป็นแม่และภรรยา จงหาให้พบและใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม” ที่การบรรยายพิเศษ จัดโดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมา
วรรณวรีกล่าวว่า “ดิฉันเชื่อว่าผู้หญิงมีคุณค่ามากกว่าการเป็นแม่และภรรยา เพราะผู้หญิงทุกคนมีศักยภาพ มีความสามารถเป็นของตนเอง และสามารถเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยความเป็นแม่และภรรยา”
วรรณวรีอธิบายต่อว่า “ถึงแม้คุณจุติ ไกรฤกษ์ จะบอกว่านี่เป็นแนวทางการพัฒนาผู้นำสตรีในศตวรรษที่ 21 แต่สำหรับดิฉันแล้ว คำพูดนี้แสดงถึงแนวคิดที่ล้าหลังราวกับยังอยู่ในศตวรรษที่ 18 มากกว่าศตวรรษที่ 21 เสียอีก
คำพูดข้างต้นมีปัญหาเป็นอย่างยิ่งอยู่ 2 ประการ
ประการที่ 1 ไม่เคยมีนักวิทยาศาสตร์หรือความรู้ทางวิทยาศาสตร์แขนงไหนที่ค้นพบว่ามนุษย์มีคุณสมบัติความเป็นแม่ ความเป็นพ่อ ความเป็นภรรยา ความเป็นสามี อยู่ในสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA)
“ความเป็นแม่” – “ความเป็นภรรยา” เป็นส่วนหนึ่งของการประกอบสร้างเป็น “บทบาททางเพศในสังคม” ว่า ผู้หญิงที่ดีจะต้องทำหน้าที่แม่และภรรยา ต้องแต่งงาน ต้องมีลูก ซึ่งโดยนัยบทบาทหน้าที่ของแม่และภรรยาคือการกำหนดพื้นที่ของผู้หญิงไว้ที่ในครัวและในบ้านเท่านั้น นั้นคือการดูแลบ้าน ดูแลลูก และเป็นภรรยาที่ดีของสามี ในขณะที่พื้นที่นอกบ้านคือพื้นที่ของผู้ชาย
ดังนั้นคำพูดของคุณจุติที่ว่า “ผู้หญิงทุกคนมี DNA ความเป็นแม่และภรรยาอยู่ในตัว จงค้นหาให้พบ” เป็นคำพูดที่ผิดมหันต์ เพราะนอกจากผิดไปจากข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์แล้ว ยังเป็นการแสดงแนวคิดที่ล้าหลัง กีดกันทางเพศว่าผู้หญิงทุกคนจะต้องมีความเป็นแม่ เป็นภรรยา ในตัว จงไปหาให้พบ หากหาไม่พบ ท่านไม่ใช่ผู้หญิงที่มีประโยชน์ต่อสังคม
ในความเป็นจริงแล้ว ผู้หญิงทุกคนไม่ได้จำเป็นต้องทำหน้าที่หรือมีความเป็นแม่ เป็นภรรยา เสมอไป
ประการที่ 2 หากเรามุ่งจะพัฒนาความเป็นผู้นำและศักยภาพของผู้หญิงให้ก้าวหน้าอย่างแท้จริงคุณรัฐมนตรีต้องเลิกจำกัดบทบาทของผู้หญิงให้ผูกติดความเป็นแม่และภรรยา แต่รัฐมนตรีจะต้องเป็นผู้นำทางความคิด พาสังคมไทยก้าวข้ามกรอบบทบาททางเพศแบบเดิมๆ
เราจะไม่สามารถพัฒนาความเป็นผู้นำของผู้หญิงในสังคมไทยให้ไปไกลกว่าเดิมได้เลย หากเรายังคงกำหนดบทบาทของผู้หญิงให้อยู่ที่การดูแลบ้าน ดูแลลูก ดูแลสามี มากกว่าการส่งเสริม (empower) ให้ผู้หญิงเข้าไปมีบทบาทในทุกภาคส่วนของสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ อย่างแท้จริง
ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องอาศัย ความเป็นแม่ และ ความเป็นภรรยา มาสร้างประโยชน์ให้กับสังคม
ผู้หญิงจะเป็นอะไรก็ได้ที่อยากเป็น ไม่ใช่เป็นแค่แม่และเมีย อยู่ในครัว อยู่ในบ้านเท่านั้น
ผู้หญิงมีศักยภาพเป็นของตนเอง มีคุณค่าในตนเอง เราทุกคนสามารถนำศักยภาพและความสามารถที่ตนเองมีไปทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองได้ โดยไม่เกี่ยวกับความเป็นแม่และเมีย
หากเราต้องการส่งเสริมความเป็นผู้นำของผู้หญิงทั้งในภาคสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ควรเริ่มจาการทำความเข้าใจเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ มิติทางอำนาจของเพศสภาพ เพศภาวะ เพศวิถี เมื่อเข้าใจความสัมพันธ์เชิงอำนาจเหล่านี้แล้ว ก็จะทำให้เราสามารถหาแนวทางการดำเนินงาน (approach) ที่เหมาะสมได้
ทั้งนี้เรายังต้องไม่ลืมว่านอกจากการส่งเสริมบทบาทความเป็นผู้นำของผู้หญิงแล้ว หนทางที่จะนำไปสู่ความเท่าเทียมทางเพศที่แท้จริง ต้องให้ความสำคัญกับพื้นที่ของผู้มีความหลากหลายทางเพศในทุกภาคส่วนของสังคมด้วย” วรรณวรีกล่าวทิ้งท้าย

