เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 24 กันยายน ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนนครไชยศรี ศาลไต่สวนพยานโจทก์นัดแรก คดีฟอกเงินกู้แบงก์กรุงไทย อท.245/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายพานทองแท้ หรือโอ๊ค ชินวัตร อายุ 39 ปี บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5, 9, 60 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และ 91
โดยอัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา จากกรณีนายพานทองแท้รับโอนเงินเป็นเช็ค จำนวน 10 ล้านบาท เข้าบัญชี ซึ่งมีการกล่าวหาว่าเงินนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำจากการทุจริตปล่อยกู้สินเชื่อระหว่างธนาคารกรุงไทยกับเอกชนกลุ่มกฤษดามหานคร ที่มีนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อายุ 80 ปี ผู้บริหารกฤษดามหานคร กับนายรัชฎา กฤษดาธานนท์ อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นบุตรชายของนายวิชัย และอดีตคณะผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ตกเป็นจำเลยในคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้จำคุกนายวิชัยและนายรัชฎา บุตรชายคนละ 12 ปี ร่วมกับพวก โดยในส่วนของนายวิชัย, นายรัชฎา บุตรชาย และกลุ่มอดีตกรรมการบริษัทเอกชนในเครือกฤษดา รวม 6 คนนั้น ก็ถูกอัยการ ยื่นฟ้องความผิดฟอกเงินการทุจริตปล่อยกู้ดังกล่าวต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเช่นกันด้วย
โดยชั้นศาล นายพานทองแท้ จำเลย ก็ให้การปฏิเสธสู้คดีว่าไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง ซึ่งเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ได้ร่วมลงทุนกับนายรัชฎา บุตรชายของนายวิชัย อดีตผู้บริหารกฤษดามหานคร
โดยช่วงเช้าศาลได้ไต่สวนพยานอัยการโจทก์ 1 ปากเสร็จสิ้นคือ นายสุนทรา พลไตร ผู้อำนวยการส่วนบริหารทรัพย์สิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในฐานะผู้กล่าวหาคดีนี้ ได้เบิกความตอบคำถามศาลสรุปว่าในการตรวจสอบคดีนี้ช่วงปี 2559-2560 พยานเป็นผู้อำนวยการส่วนข้อมูลคดีและมาตรการพิเศษทางกฎหมาย ปปง. โดยได้ตรวจสอบเอกสารจากการประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ได้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน
และที่พยานเห็นว่ามีการร่วมกันฟอกเงินเลยระหว่างจำเลยกับนายวิชัย กฤษดาธานนท์ เนื่องจากมีการรับโอนและโยกย้ายเงินในหลายบัญชี ซึ่งในส่วนของจำเลยมีการนำเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพต่างสาขาระหว่างบางพลัดและซอยอารีย์ ขณะที่ทั้งสองก็ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กันทางธุรกิจ นอกจากนี้ยังพบว่าจำเลยได้โอนเงิน 10 ล้านบาทคืนนายวิชัย เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้บริหารธนาคารกรุงไทยและนายวิชัย เมื่อปี 2548
ส่วนที่มีการระบุว่าจำเลยทำธุรกิจรถยนต์กับนายรัชดา บุตรชายของนายวิชัยนั้น ก็ไม่น่าเชื่อถือ โดยการตรวจสอบเชื่อว่าการรับโอนเงินระหว่างจำเลยและนายวิชัย เป็นการให้ค่าตอบแทนบางประการ หลังจากที่นายวิชัยได้รับเงินปล่อยกู้จากธนาคารกรุงไทย ซึ่งบิดาของจำเลยคือนายทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และการตรวจสอบเส้นทางการเงินนั้นก็ดูจากต้นเงิน ที่เมื่อธนาคารกรุงไทยได้ปล่อยกู้ให้กับ บริษัทโกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์คแล้ว จนผ่านไปถึงนายวิชัย จากนั้นจำเลยก็ได้รับเช็คโอนเงินเข้าบัญชี 10 ล้านบาทจากนายวิชัย ส่วนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษายกฟ้องนายทักษิณ จากคดีอนุมัติให้ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้นั้น จะด้วยเหตุผลใด อย่างไร พยานไม่ทราบ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องในคดี
ทั้งนี้ เมื่อพยานโจทก์ปากแรกเบิกความเสร็จช่วงเที่ยงเศษ ศาลได้นัดไต่สวนพยานโจทก์ปากที่ 2 ในเวลา 13.30 น.
อย่างไรก็ดี ในวันนี้นายพานทองแท้ ในฐานะจำเลย ได้ยื่นคำให้การใหม่เพิ่มเติม
ภายหลัง นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของนายทักษิณ กล่าวว่า วันนี้ที่ตนได้ยื่นคำให้การใหม่นั้น เป็นการเพิ่มเติมหลังจากมีเหตุการณ์ที่ทำให้เปลี่ยนแปลงแนวทางการต่อสู้คดี จึงเลือกให้การใหม่ทั้งหมด แต่ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยในวันพฤหัสบดีที่ 26 ก.ย.นี้ ตนจะขึ้นเบิกความนัดไต่สวนพยานจำเลยซึ่งมีตนเพียงปากเดียว เบิกความในประเด็นเรื่องการลงทุนและเงินจำนวน 10 ล้านบาท ว่านำไปใช้จ่ายอะไร เพื่อให้ศาลเข้าใจว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่ และที่ผ่านมาตนเองยังไม่เคยขึ้นเบิกความจึงยังไม่ได้ให้ข้อมูลกับศาล แต่ยืนยันเจตนาไม่เคยฟอกเงินตามข้อกล่าวหาตั้งแต่แรกเริ่มที่มีการฟ้องร้องดำเนินคดี และหากศาลกรุณาอ่านก็จะเข้าใจ
ขณะที่นายพานทองแท้ ในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าว ส.ส.พรรคเพื่อไทย จำนวน 14 คนขอนัดทานข้าวกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคพลังประชารัฐ เพื่อเตรียมย้ายขั้วไปอยู่ฝั่งรัฐบาลว่า ที่ผ่านมาตนเองไม่ค่อยสนใจข่าวการเมืองเพราะต้องเอาเวลามาอ่านเอกสารคดีของตนเองที่มีจำนวนมาก เพราะคดีมีระยะเวลานานกว่า 10 ปี และตนเองก็ไม่เคยได้เข้าพรรคเพื่อไทยเลย ส่วนใหญ่จะอยู่บ้านอ่านหนังสือ เพราะเอกสารเยอะ แต่เมื่อถามย้ำว่า หาก ส.ส.ทั้ง 14 คน จะไปร่วมอุดมการณ์กับ พลังประชารัฐจริงๆ เห็นว่าด้วยสามัญสำนึกก็ไม่ควรทำอยู่แล้ว แต่ถ้าเขามีเหตุจำเป็นบางอย่างที่ต้องทำตนเองก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง เพราะบางคนอาจโดนเรื่องอะไรมาหรือไม่ แต่ตามมรรยาทและกติกาการเมืองแล้วเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ส่วนที่มีกระแสข่าวกระทบกับภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยตลอดเวลาตั้งแต่พรรคเพื่อไทยได้ปรับโครงสร้างองค์กร มีผู้นำพรรคคนใหม่ ก็ยิ่งมีภาพและข่าวของความขัดแย้งออกมา โดยเฉพาะข่าว ส.ส.จะย้ายพรรคอยู่เรื่อยมา และทุกๆ ครั้งที่มีข่าวออกไปตนเองอยากให้สื่อมวลชนสอบถามข้อเท็จจริงจากตนเองและคนในพรรคก่อน แล้วค่อยนำเสนอข่าว อยากให้กลั่นกรองข่าว เพราะพวกนี้อาจจะโยนหินถามทางหรือเปล่าตนก็ไม่แน่ใจ

