ชำแหละงบอุดหนุน‘อปท.’ ขัดหลักการกระจายอำนาจ

25.09.19 | 11:14 น.

หมายเหตุ – ความคิดเห็นนักวิชาการและนักการเมืองกรณีการจัดสรรงบอุดหนุนรายปีประจำปีงบประมาณ 2563 ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวน 8,753 แห่งทั่วประเทศไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.แผนขั้นตอนการกระจายอำนาจ 2542 ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 พบว่าสำนักงบประมาณมีการประเมินรายได้ของ อปท.ที่จัดเก็บเองสูงเกินจริงจากเดิมกว่า 60% เพื่อให้รัฐบาลจัดงบอุดหนุนให้น้อยลง

อัษฎางค์ ปาณิกบุตร
นักวิชาการรัฐศาสตร์ กก.ผู้ทรงคุณวุฒิ ก.อบต.กลาง

ปัญหาจากการจัดสรรงบอุดหนุนรายปี ไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.แผนขั้นตอนการกระจายอำนาจ 2542 ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 เพราะทุกรัฐบาลในรอบ 20 ปี ไม่สนใจเรื่องนี้ ไม่ต้องการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เติบโต ต้องการควบคุมไว้ทุกด้าน ไม่ต้องการให้มีอิสระอย่างแท้จริงตามหลักการของการกระจายอำนาจเหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะรัฐบาลต้องการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จไว้ที่ส่วนกลางให้มากที่สุด นอกจากจะไม่สนับสนุน อปท.แล้ว ยังแอบเอานโยบายของรัฐบาลไปซุกไว้ในแผนการใช้งบประมาณของท้องถิ่น ดังนั้นจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทำให้ อปท.ไม่สามารถคิดเองได้ว่าจะทำอย่างไรให้การใช้งบตรงตามความต้องการของประชาชน ติดเงื่อนไขจากการออกระเบียบหลักเกณฑ์มารองรับ บางเรื่องถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทักท้วงเรียกเงินคืน ปัญหาอีกประการมาจากนักการเมืองในระดับชาติและข้าราชการในส่วนกลางพยายามเบียดบังการใช้งบท้องถิ่นอย่างน่าเกลียด ผมท้าให้มีการสอบสวนย้อนหลังได้ว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่มีการโกงเกิดขึ้น

สำหรับตัวแทน อปท.ยังไม่มีแนวทางการต่อสู้อย่างชัดเจน ก็เป็นเรื่องใหญ่ ถามว่านักการเมืองท้องถิ่นส่วนใหญ่ จะสนิทสนมกับนักการเมืองระดับชาติใช่หรือไม่ ยังไม่นับรวมพวกที่เป็นหัวคะแนน เมื่อมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง จากการวิ่งเข้าหาอำนาจรัฐ ก็จะเอนเอียงในการทำหน้าที่โดยไม่ดูผลประโยชน์ของประชาชน งบไหนถ้าไปวิ่งเต้นจากส่วนกลางได้เป็นกรณีพิเศษ ก็จะมีประโยชน์เฉพาะกลุ่มพรรคพวกตัวเอง ที่สำคัญการจัดสรรงบอุดหนุนรายปี ผมเคยทำหน้าที่ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการกระจายอำนาจ มีตัวแทนผู้บริหาร อปท.นั่งอยู่ด้วย แต่ออกไปต่อสู้ในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง เช่น พอจะมีการควบรวม อปท.7,000 กว่าแห่งให้เหลือ 3,000 แห่ง จะทำให้แต่ละแห่งได้งบร้อยกว่าล้านก็ไม่ยอม เพราะกลัวว่าตำแหน่งผู้บริหารจะลดลง

Advertisement

ทั้งที่ขณะนี้ อปท.ทั่วประเทศที่มีรายได้ 20 ล้าน ไม่รวมอุดหนุนมีกว่า 80% มีปัญหาในการบริการประชาชน ทำโครงสร้างพื้นฐาน แล้วแทนที่ขอให้จัดสรรงบตามตัวชี้วัดเรื่องความทุรกันดารก็ไม่เปลี่ยน เพราะต้องการได้งบอุดหนุนตามจำนวนประชากร ผมแปลกใจที่นักการเมืองท้องถิ่นไม่พยายามหยิบยกมาต่อสู้ และยังคุ้นเคยกับการจัดสรรงบในระบบการกระจายอำนาจแบบจอมปลอม

ที่ผ่านมาผมแนะนำให้ อปท.ขนาดใหญ่ไปเก็บภาษีที่ดิน ภาษีทรัพย์สิน เพื่อให้เป็นรายได้ ก็ไม่มีความคืบหน้า จนกระทั่งมีตัวบทกฎหมายที่ใหญ่กว่าคอยบีบไว้ไม่ให้เก็บภาษีได้ตามเป้าหมาย ส่วนภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีสนามบิน ที่จะเก็บจากชาวต่างชาติที่ภูเก็ต เมืองพัทยา แต่ไม่ทำ หากเก็บแค่หัวละ 100 บาท ก็จะมีรายได้มหาศาล ล่าสุดตัวแทนผู้บริหารท้องถิ่นในกรรมการกระจายอำนาจทั้ง อบจ. เทศบาล อบต.ยังถูกหลอกให้ทะเลาะกันในที่ประชุมเรื่องภาษีล้อเลื่อนเพราะแบ่งงบไม่ลงตัว

เพราะฉะนั้นอย่าไปหวังว่านักการเมืองท้องถิ่นจะออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลจัดงบเพิ่ม ทั้งที่เจตนาในการทำร่าง พ.ร.บ.แผนขั้นตอนกระจายอำนาจเป็นเรื่องดี ต้องการให้ท้องถิ่นมีความเข้มแข็งจาก

หลักการพึ่งพาตนเอง ก่อนปี 2544 รัฐแบ่งรายได้รวมของประเทศให้ท้องถิ่น 8% จากนั้นเพิ่มเป็น 20% และให้เพิ่มเรื่อยๆ แต่ไม่เกินร้อยละ 35 กระทั่งในปี 2549 รัฐบาลเผด็จการไปแก้กฎหมาย เพราะมีข้าราชการในส่วนกลางอ้างว่าถ้าให้งบมาก ท้องถิ่นจะโกงมากขึ้น ท้องถิ่นยังไม่เข้มแข็ง ปัจจุบันงบนี้จึงเพิ่มไม่มาก แต่คนท้องถิ่นก็ไม่ออกมาต่อสู้ และรัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่ได้คิดว่ากระจายอำนาจคือการ

กระจายรายได้ สร้างความเข้มแข็งให้กับรากฐานของประเทศ ขณะที่สัดส่วนการโกงถ้าเทียบตัวเลขของท้องถิ่นกับระบบราชการบริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมีความแตกต่างกันพอสมควร นอกจากนั้นต้องถามว่าวันนี้ อบต. เทศบาล อบจ.อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วปล่อยให้มีการโกงเกิดขึ้นได้อย่างไร มีการสมยอมกันหรือไม่ ระหว่าง สตง.-ป.ป.ช.-ป.ป.ท.-ศูนย์ดำรงธรรม-ผู้ว่าฯ-นายอำเภอ รวมทั้งท้องถิ่นจังหวัด

ชำนาญ จันทร์เรือง
รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

ในฐานะที่เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่นและการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร ขณะนี้ใน กมธ.ได้รับการร้องเรียนปัญหาจากการจัดสรรงบประมาณให้ อปท.หลายเรื่อง อยู่ระหว่างการนำเสนอเข้าที่ประชุมเพื่อเชิญ

ผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล โดยเฉพาะการมีหนังสือสั่งการจากนายอำเภอไปถึง อปท.เพื่อขออุดหนุนงบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาค เข้าข่ายแทรกแซงการใช้อำนาจของ อปท. สำหรับการทำงานในนามพรรคอนาคตใหม่ ยืนยันว่ามีความตั้งใจจะเข้าไปติดตามปัญหาที่สำคัญในการกระจายอำนาจให้ อปท. ในอนาคตจะมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.จังหวัดจัดการตนเองหลังจากเสนอผ่านความเห็นชอบจาก ส.ส.ในพรรค ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง ยุบเลิกระบบราชการบริหารส่วนภูมิภาค การจัดตั้งสภาพลเมือง รวมทั้งการจัดแบ่งรายได้ของบประมาณรายปีที่ท้องถิ่นจัดเก็บเองในสัดส่วนที่ควรได้รับงบเพิ่มมากขึ้น กฎหมายนี้จะเสนอได้หลังจากสภาเปิดการประชุมในสมัยหน้า

ปัญหางบท้องถิ่นที่มีปัญหาทั้งที่ผ่านมาหลายสิบปี และปัจจุบันมาจากการตัดสินใจของผู้มีอำนาจไม่กี่คน เรื่องนี้ควรจะมีการทักท้วงจากสมาคมหรือสมาพันธ์ของกลุ่มบริหารท้องถิ่นที่มีส่วนได้เสียโดยตรง จะต้องเสนอเงื่อนไขหลักเกณฑ์ที่มีความชัดเจนของข้อมูลประกอบ มีเหตุผล มองประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว อย่าพอใจแค่การได้อำนาจรัฐจากมาตรา 44 ที่ให้รักษาการในตำแหน่งได้อย่างยาวนานผิดปกติ 5-7 ปี หรือการของบประมาณเป็นกรณีพิเศษในบางพื้นที่ ที่สำคัญพรรคการเมืองที่ประกาศนโยบายหาเสียงเรื่องกระจายอำนาจหลายพรรค ก่อนเลือกตั้งเคยบอกไว้อย่างไรก็ควรจะไปสานต่อ

เพื่อสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างจุดเปลี่ยนให้เห็นว่าการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งพาตนเองเป็นเรื่องสำคัญ แต่ยอมรับว่าปัจจุบันในประเทศมีนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านกระจายอำนาจที่มีประสบการณ์ในหลักปฏิบัติโดยไม่อิงทฤษฎีมีไม่ถึง 5 คน ขณะที่นักการเมืองระดับชาติก็มีไม่มาก ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าไม่มีการเมืองระดับชาติในประเทศไหนจะเข้มแข็งได้ หากปราศจากการปกครองท้องถิ่นในระดับฐานรากที่เข้มแข็ง ประชาชนได้รับความพึงพอใจจากการพัฒนาที่ตรงตามความต้องการ แต่ขณะนี้เป็นที่ทราบดีว่านอกจากรัฐบาลไม่สนับสนุน อปท.เท่าที่ควรแล้ว ยังใช้อำนาจรวบรัดตัดตอนมัดแขนมัดขาให้ทำงานได้ยาก บางเรื่องเสี่ยงกับการใช้หลักเกณฑ์ที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ

เกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง
อดีตนายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย

สําหรับงบประมาณที่รัฐจัดสรรเพิ่มขึ้นให้ อปท.ในปีงบประมาณ 2563 แต่งบในหมวดเงินอุดหนุนทั่วไปที่โอนให้ อปท.เพื่อจ่ายเป็นเงินเดือน ค่าตอบแทน งบพัฒนาที่เป็นประโยชน์กลับน้อยลง ส่อเจตนาว่ากระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลมีความจริงใจหรือไม่ ส่วนการประเมินรายได้ที่ อปท.จัดเก็บเองในปี 2563 สูงเกินจริง 1.1 แสนล้านบาท ไม่ทราบว่าหน่วยงานใดแอบเล่มเกมเรื่องนี้ เพื่อจะจัดงบอุดหนุนให้น้อยลงตามสัดส่วน ทั้งที่รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยไม่เคยลงมาสำรวจตัวเลขที่แท้จริง จากการจัดเก็บรายได้ มีการประเมินว่ารายได้ที่จะจัดเก็บได้จริงไม่เกิน 7 หมื่นล้านบาท เมื่อสอบถาม มีข้ออ้างว่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 อปท.จะมีรายได้จากการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ประกาศใช้ใหม่ แต่ภาษีนี้จะเก็บเฉพาะคนรวยที่มีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเกิน 50 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก ทำให้ อปท.ไม่ได้เงินเพิ่ม ขณะเดียวกันกฎหมายใหม่กำหนดให้ อปท.ยกเลิกการจัดเก็บภาษีโรงเรือน ทั้งที่เป็นรายได้หลักของ อปท.

ดังนั้น จึงน่าสงสัยว่ารัฐบาลจะกระจายอำนาจมีคุณภาพได้อย่างไร เพราะยังไม่มีมาตรฐานเทียบเท่ากับประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังนั้นจึงขอให้รัฐบาลลงมาดูปัญหาของท้องถิ่นอย่างจริงจังให้รอบด้าน แต่ผู้นำอาจจะไม่มีความรู้หรือไม่เข้าใจในด้านการกระจายอำนาจเท่าที่ควร และที่ผ่านมาพยายามรับฟังข้อมูลด้านเดียวจากการชงของข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ทั้งที่ควรลงมาสอบถามกับคนท้องถิ่นโดยตรง เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน จึงไม่แปลกใจว่าขณะนี้ทุกภาคส่วนของท้องถิ่นต้องการออกจากการกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย เพราะนอกจากจะไม่ส่งเสริมแล้ว การออกกฎระเบียบสร้างปัญหาไม่ให้ท้องถิ่นมีความเป็นอิสระลดลง แต่ล่าสุดนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง จะเชิญแกนนำไปพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาเรื่องระเบียบคำสั่งต่างๆ ที่ขัดขวางการทำงานให้มีความสะดวกมากขึ้น สำหรับข้อเรียกร้องเรื่องงบประมาณ จากการหารือกับแกนนำนายก อบจ. อบต. เทศบาล ช่วงนี้ชาวบ้านประสบปัญหาน้ำท่วม รัฐบาลต้องเร่งช่วยเหลือ การออกมาเรียกร้องอะไรช่วงนี้คงไม่เหมาะสม ต้องเห็นใจรัฐบาล ต้องเห็นใจประชาชน ส่วนพรรคการเมืองที่หาเสียงกับนโยบายการกระจายอำนาจก็ยังไม่มีอะไรใหม่ โดยเฉพาะพรรคพลังท้องถิ่นไท ที่หัวหน้าพรรค เป็นสุภาพบุรุษตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลเพราะอยากให้ประเทศเดินหน้า ไม่ต่อรองตำแหน่ง แต่ที่ผ่านมายังไม่สามารถผลักดันให้ ส.ส.ของพรรคเข้าไปทำหน้าที่ประธาน กมธ.ท้องถิ่นได้ตามเป้าหมาย

วีระศักดิ์ เครือเทพ
นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ตาม พ.ร.บ.แผนขั้นตอนการกระจายอำนาจให้ อปท.ปี 2542 อปท.ทุกรูปแบบ ต้องมีรายได้รวมเป็นสัดส่วนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 35 ของรายได้สุทธิของรัฐบาล ขณะนี้ปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้ไขในปีงบประมาณ 2563 หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติจัดสรรเงินรายได้ให้ อปท. 804,826 ล้านบาท หรือร้อยละ 29.47 โดยประมาณการรายได้ที่ อปท. จัดเก็บเองในปี 2563 มากถึง 115,990 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.4 ของรายได้รวม ถือว่าสูงเกินเป้าหมายจริงที่คาดว่าจะเก็บได้เพียง 7 หมื่นล้านบาท ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องจัดสรรงบเพิ่ม หลังจากสำนักงบประมาณและสำนักนายกรัฐมนตรีทำตัวเลขประมาณการรายได้ของ อปท.ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง หรือชี้แจงที่มาของตัวเลขประมาณการด้วยเหตุผลที่ชัดเจน นอกจากนั้นขอให้รัฐบาลทบทวนการนำงบประมาณจากโครงการประชานิยม ไปสอดแทรกไว้ในงบท้องถิ่นเพื่ออำพรางให้มีตัวเลขงบอุดหนุนสูงขึ้นจากงบนมโรงเรียน อาหารกลางวันนักเรียน ค่าตอบแทน อสม.และงบอื่นๆ งบเหล่านี้จะใช้ อปท.เป็นทางผ่านเท่านั้น ขณะที่การประชุมกรรมการ ก.ก.ถ.ที่ผ่านมา เมื่อสอบถามกรณีการโอนงบ อสม.แยกออกจากงบอุดหนุนปรากฏว่ายังไม่มีคำตอบหรือแนวทางที่ชัดเจน