รัฐธรรมนูญทุกฉบับตั้งใจเขียนเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนให้คนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน มีอิสรภาพ มีเสรีภาพที่จะเชื่อ จะคิด เขียน พูด ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดต่อผู้อื่นและไม่ทำลายประโยชน์สาธารณะ
ความคิดที่แตกต่างกันทางการเมืองจึงเป็นความปกติ การมีพรรคการเมืองหลายพรรคหลายแนวคิดก็เป็นเรื่องปกติในประเทศเสรีประชาธิปไตย
แต่ไม่ปกติในประเทศคอมมิวนิสต์
เกือบร้อยปีมานี้ประเทศไทยมีแต่ต่อต้านปราบปรามและสู้รบกับคอมมิวนิสต์ จนเมื่อฉลาดขึ้นจึงมี “นโยบาย 66/23” ทำให้ในเวลาต่อมา “คอมมิวนิสต์” ขายไม่ออกอีกต่อไป
ไม่เคยมีใครแสดงออกชัดๆ ว่า “รังเกียจ” ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม !
แต่ “พฤติการณ์” ที่เป็นภัยต่อ “ระบอบการปกครองประชาธิปไตย” นั้นมีมาอย่างต่อเนื่อง
อย่าได้ไปสงสัยใคร ไม่ควรไปใส่ความหรือใส่ร้ายป้ายสีบุคคลใดที่มี “สองมือเปล่า” ว่าเป็น “ปฏิปักษ์” ต่อระบอบประชาธิปไตย ต่อประเทศชาติ ต่อประชาชน หรือต่อศีลธรรมอันดี
ถ้าตั้งสติพร้อมกับศึกษาทบทวนประวัติศาสตร์จะพบกับความจริงว่า คนที่มีแค่สมองกับสองมือเปล่านั้นไม่มีฤทธานุภาพในการทำลายระบอบการปกครองประชาธิปไตย !
ที่จะเป็นปฏิปักษ์และมีอานุภาพทำลายได้นั้นจะต้องมีพวกมาก มีเงินมาก และมีอาวุธมากถึงสามารถใช้สรรพกำลังทั้งหลายในการบังคับ ข่มขืนใจ และทำลาย
ไม่ว่าจะมาในชื่อเสียงเรียงนามใด อ้างเหตุผลอะไร “การก่อรัฐประหาร” โดยเนื้อแท้แล้วก็คือ การทำลายระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
เป็นการใช้กำลังแทนสติปัญญา
ใช้วิธีคุกคามบังคับขู่เข็ญแทนการเจรจาด้วยเหตุผล
ใช้ “ปืน” แทนภาษากับวัฒนธรรม
สุดท้ายคนที่มีปืนก็กำหนดระเบียบการดำเนินงานทางการเมือง ออกแบบ “กติกา” ที่ห่อหุ้มด้วยภาษาประชาธิปไตย
แต่แนวการประพฤติหรือภาคปฏิบัติเห็นได้ชัดว่า “คนไม่เหมือนกัน”
คนอื่นทำพลาดหรือคลาดเคลื่อน แม้เพียงแต่เส้นบางๆ ก็จะขยายภาพให้กว้างให้ใหญ่ เป็นภัยคุกคามต้อง ระดมสรรพบริวารจัดการโดยพลัน ไม่ให้ไปต่อ
แต่ถ้าฝ่ายเรา พวกเรา หรือตัวเรา ถึงจะผิดมหันต์ ก็ไม่ยอมแก้ไข ได้แต่แก้ตัวน้ำขุ่นๆหรือเอาสีข้างเข้าถูพลางชี้หน้ากล่าวหาผู้อื่นด้วยว่าเหลวไหลไร้สาระ จ้องแต่ทำลาย เป็นภัยคุกคามชาติ
เป็นเวลากว่า “ครึ่งศตวรรษ” มาแล้วที่ระบอบประชาธิปไตยในไทยถูกต่อต้านทำลาย !?!!

