ในเมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็ยอมรับ หากมีส.ส.จากพรรค เพื่อไทย จะย้ายเข้าสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ในเมื่อ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ก็ยอมรับในความจำกัดของจำนวนส.ส.ที่มีอยู่
ข่าวเรื่องการใช้”พลังดูด” เพื่อสร้าง”ฟาร์มงูเห่า”จึงกลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างสูง
เพราะว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นอกจากเป็นรองนายก รัฐมนตรีแล้วยังดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคพลังประชารัฐ
เพราะว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ก็เคยร่วมเดินสายใช้”พลังดูด” กับ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ตั้งแต่ยังเป็น”กลุ่มสามมิตร”
แม้จะมีเสียงขู่จาก คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ว่ามีคลิปเสียง แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครหวาดหวั่นพรั่นพรึง
ปฏิบัติการการใช้”พลังดูด”ในห้วงก่อนที่ร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จะบรรจุเป็นวาระในการประชุมสภาสมัยวิสา มัญในเดือนตุลาคมจึงมีความสำคัญ
สังคมมักจะมองเรื่อง”พลังดูด”เหมือนที่เคยปรากฏก่อนการเลือกตั้ง
ทั้งๆที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ยืนยัน
“การดูดและย้ายพรรคกันในระหว่างเป็นส.ส.แล้วมันทำยาก ไม่ใช่ง่าย มีเปอร์เซ็นต์ที่ทำได้คือ ต้องยุบพรรคเหมือนกรณีพรรคประชาชนปฏิรูปของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน
แต่พรรคใหญ่ๆจะไปดูดข้ามพรรคมันเป็นไปไม่ได้”
กระบวนการดูดจึงแสดงออกเหมือนที่เห็นบนโต๊ะอาหารก่อน การประชุมเมื่อวันที่ 18 กันยายน
นั่นก็คือ ผูกมิตรเป็นราย เป็นเรื่องๆ
เหมือนกรณีที่มี 16 ส.ส.จากพรรคเพื่อไทยมีส่วนทำให้ญัตติจัดตั้งคณะกรรมาธิการงวิสามัญอันเกี่ยวกับ ECC ต้องตกไป
ตรงนี้ต่างหากคือกระบวนการ”ดูด”แบบใหม่
ต้องยอมรับว่า ไม่ว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ไม่ว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ไม่ว่า นายวิรัช รัตนเศรษฐ ล้วนมีประสบการณ์ผาดโผนในทางการเมืองมาอย่างยาวนาน
การแยกบทระหว่างที่เคยใช้ใน”กลุ่มสามมิตร”จึงต้องปรับ
ปรับให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ ปรับให้เข้ากับการเมืองแบบใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่ที่ DESIGN มาให้โดยเฉพาะ

