หน้าแรก การเมือง “สภาดิจิทัลเพ...

“สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฯ”ลั่นดันไทยประเทศ“เศรษฐกิจดิจิทัล”เต็มรูปแบบ

25.09.19 | 13:54 น.

“สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฯ”ลั่นดันไทยประเทศ“เศรษฐกิจดิจิทัล”เต็มรูปแบบ

วันที่ 25 กันยายน ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคม สภาดิจิทัลฯ กล่าวว่า ในยุคที่เทคโนโลยีมาเร็วและแรงมาก เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรแต่ละครั้งจากดิจิทัล สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดผลกระทบทั้งดีและเสีย กรณีเช่นนี้ สภาดิจิทัลฯจะมีบทบาทสำคัญเพื่อช่วยสังคมได้ เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลนั้นมนุษย์เป็นทั้งผู้สร้างและใช้ประโยชน์ ดังนั้นมนุษย์คือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากดิจิทัลเช่นกัน ฉะนั้นการรวมตัวกันของสมาคม ผู้ประกอบการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทุกระดับในวงการดิจิทัลเพื่อตั้งเป็นสภาดิจิทัลจึงถือเป็นการไหวตัวเร็วที่จะปรับตัวเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงรวมตัวกันเป็นสภาดิจิทัล ซึ่งจะเป็นแพลทฟอร์มสำคัญที่จะให้ผู้คนที่เกี่ยวเนื่องกันได้หารือในการทำงาน และผนึกกำลังได้มากขึ้นมากกว่าจะที่ทำงานกันแบบสมาคม หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะยกระดับเป็นสภาระดับชาติประโยชน์ของสภาดิจิทัลฯที่มีต่อสังคม

ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า สภาดิจิทัลจึงเป็นสภาที่เชื่อมโยงการทำงานของสังคม 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มผู้ประกอบการที่อยู่ในสนามแข่งขันหรือภาคธุรกิจเดียวกัน มีเวทีได้มาปรึกษาหารือ ทำให้เกิดพลังร่วม และความคาดหวังให้เทคโนโลยีดิจิทัลของไทยก้าวไปสู่บทบาทที่เติบโตและแข่งขันได้ในระดับโลก ก็จะมีโอกาสเป็นได้จริง 2.กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล ที่รวมถึงประชาชนทั่วไปด้วย สภาดิจิทัลฯคือเวทีที่จะทำให้เกิดการสื่อสารระหว่างผู้คนในสังคมด้วยกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนด้านการศึกษาในสังคมไทย สภาดิจิทัลฯมีส่วนสำคัญในกระบวนการที่จะกระตุ้นด้านการศึกษา ทั้งการให้ความรู้แก่สังคมให้เข้าใจ เข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล เรียกว่าเป็นผู้ใช้ประโยชน์เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างชาญฉลาดและคุ้มค่า รู้จักใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิต ครอบครัว และสังคม และ 3.กลุ่มผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยีดิจิทัล สภาดิจิทัลฯจะมีส่วนสร้างโอกาสให้ผู้คนเหล่านี้ได้ส่งเสียงพูดสิ่งที่เขาห่วงใยและต้องการผ่านมาที่สภาดิจิทัลฯ เชื่อมโยงให้เขาได้สื่อสารถึงรัฐบาล องค์กรหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
“ผมเชื่อว่าสภาดิจิทัลจะทำให้เกิดการทำงานที่ขับเคลื่อนดิจิทัลเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์กับสังคมได้แท้จริง” ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าวและว่า บทบาทเหล่านี้ของสภาดิจิทัลฯจะช่วยสอดประสานให้สังคมทั้ง 3 กลุ่มสื่อสารกับรัฐบาลได้มีประสิทธิภาพ

“ในฐานะผมทำงานด้านสังคม เมื่ออยู่ในที่ประชุมสภาดิจิทัล ผมมีหน้าที่เติมความคิดเข้าไปและให้เหตุผลโน้มน้าวให้ประธานและกรรมการเห็นด้วย เพราะบางทีกรรมการที่เป็นเทคโนแครต ก็อาจจะมองโฟกัสมากๆในเรื่องเทคโนโลยี เรามีหน้าที่มองและเติมมุมมองทางด้านสังคมเข้าไปให้กับสภาดิจิทัลฯให้ช่องว่างระหว่างคนในสังคมกับเทคโนโลยีมีน้อยที่สุด และให้เท่าทัน ใช้ดิจิทัลให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ซึ่งนี่เป็นหน้าที่ของสภาดิจิทัลที่ผมคาดหวังไว้”กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคมสภาดิจิทัลกล่าว

Advertisement

โดยภาพรวมมองว่าการแบ่งกลุ่มประเภทเทคโนโลยี 6 กลุ่ม ในสภาดิจิทัลฯ มีความสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในขณะนี้เพื่อการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายและแผนที่จะยกระดับอุตสาหกรรมดิจิทัลและสังคมไทย และสิ่งสำคัญคือ การสร้างความรู้สึกให้สมาคม สมาชิก และนิติบุคคลที่ร่วมอยู่ในสภาดิจิทัล มีความรู้สึกว่าเป็น เจ้าของ และรู้สึกที่จะต้องร่วมมือกันผลักดันความคิดและวิธีการใหม่ๆเพื่อทำให้เทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า

“เมื่อเราสร้างความร่วมมือระหว่างสมาคม นิติบุคคล สมาชิกในสภาดิจิทัลฯให้เป็นประโยชน์มากที่สุด ต่อไปเมื่อแผนและสิ่งต่าง ๆ ที่จะทำร่วมกัน 2-3 ปีข้างหน้าเป็นรูปเป็นร่าง ทางกรรมการจะช่วยกันออกแบบกิจกรรมแบบไหน ใครควรจะเข้ามาช่วย ใครอาสาเข้ามา ใครควรเป็นเจ้าภาพหลัก สมาคมไหนเป็นเจ้าภาพหลัก เจ้าภาพรองต้องพูดคุยกัน และผมอยากจะเห็นเรื่องการให้การศึกษา สิ่งนี้สำคัญมาก ๆ เห็นการสร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยีดิจิทัลออกมารองรับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว”

ดร.เพิ่มศักดิ์กล่าวต่อว่า สภาดิจิทัลจะเข้ามามีส่วนช่วยผลักดันเป้าหมายพัฒนาคนด้านเทคโนโลยีในฐานะเป็นตัวกลางทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน หน่วยงานรัฐ เพื่อกำหนดทิศทางความต้องการบุคลากรด้านนี้ พัฒนาคนในสายนี้เพื่อสู้กับนานาประเทศได้ โดยสภาดิจิทัลฯสามารถผลักดันให้เกิดนโยบายที่นำไปสู่การปฏิบัติจากทุกฝ่ายได้ เพราะลำพังให้รัฐทำอย่างเดียวอาจไม่เกิดแรงจูงใจ หรือสถาบันวิชาการทำอย่างเดียวก็มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ

ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า บทบาทของสภาดิจิทัลฯจะทำให้เกิดนโยบายที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม เมื่อสภาดิจิทัลฯขับเคลื่อนเน้นไปที่การสร้าง “นโยบาย” เมื่อนโยบายขับเคลื่อนก็จะนำไปสู่การปฏิบัติ พัฒนาและผลิตบุคลากรด้านดิจิทัล วางตัวในฐานะเป็นตัวกลางให้ความคิดคู่ขนานด้านนี้กับรัฐบาล สถาบันวิชาการ ประชาชน ผลักดันนโยบายสร้างบุคลากรไปกระจายไว้ตามภาคส่วนต่างๆ มองตลาดออกว่าอุตสาหกรรมด้านดิจิทัลต้องการทรัพยากรบุคคลด้านนี้เท่าใด การลงทุนด้านคนจะช่วยทำให้เกิดซัพพลายเชน และมูลค่าเพิ่มอย่างไรได้บ้าง และระหว่างการปฏิบัตินี้หากทำแล้วมีปัญหา ความเป็นสภาดิจิทัลฯ ก็จะเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมให้ฟีดแบ็คได้ ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ที่ยกระดับไปสู่ความเข้าใจ เมื่อเข้าใจดีขึ้นก็เท่ากับยกระดับความคิด และนำไปสู่สิ่งสุดท้ายคือ ยกระดับการปฏิบัติการณ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดังนั้นสภาดิจิทัลฯจึงเข้ามาแก้ปัญหาหลัก คือ การขาดการรวมพลังในด้านนี้ เพราะขณะนี้ประเทศไทยมีความรู้ มีเทคโนโลยีพอสมควร มีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล แต่ทั้งสามส่วนไม่ได้ไปด้วยกัน ซึ่งรูปแบบนี้ ในประเทศอย่างสิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาะฮ่องกง ได้สร้างรูปแบบที่บูรณาการด้านดิจิทัลทุกภาคส่วนได้ ทำงานเชื่อมต่อประสานวางแผนดิจิทัลเป็นระบบ ดังนั้นถ้าสภาดิจิทัลผนึกกำลัง (synergy) ระว่างภาครัฐบาล เอกชน และผู้ใช้ประโยชน์จากดิจิทัลเป็นหนึ่งเดียวกันได้ นี่คือโอกาสที่ไทยจะขยับเข้าใกล้ประเทศที่พัฒนาทางดิจิทัลได้อย่างเต็มรูปแบบ เปลี่ยนจากการเป็นประเทศผู้รอซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ มาเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีในส่วนอุตสาหกรรมที่เราถนัด มีศักยภาพ และแข่งขันได้ไม่จำเป็นต้องแข่งขันทุกเรื่อง เช่น เรื่องซอฟท์แวร์ จะทำให้เกิดประโยชน์มหาศาล ซึ่งหากเคลื่อนไหวในแนวทางที่สร้างสรรค์ได้ เชื่อว่ารัฐบาลจะกล้าลงทุนมากกว่านี้

ดร.เพิ่มศักดิ์ ยังกล่าวถึงความคาดหวังการทำงานของสภาดิจิทัลหลังจากนี้ว่า โครงสร้างของสภาดิจิทัลฯขณะนี้เริ่มจากกลุ่มสมาพันธ์ สมาคม เข้ามาเป็นพื้นฐาน ซึ่งผู้เข้ามาร่วมถือว่ามีใจมาแล้ว และมองว่าต่อไปยังต้องร่วมมือกันให้มากกว่านี้ เพราะเรื่องเทคโนโลยี มีการแข่งขันที่เร็วและแรง ขณะที่พิจารณาข้อบังคับต่าง ๆ ของสภาดิจิทัลฯมีความยุติธรรม ไม่ได้มีข้อจำกัดอะไรที่จะไปกีดกันกลุ่มใด จึงเป็นเรื่องที่ดีหากสมาคมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจะได้เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องต้องกัน แต่สภาดิจิทัลฯจะสามารถบริหารให้ความแตกต่างเป็นพลังให้ได้อย่างไร ซึ่งสภาดิจิทัลฯ ต้องเปิดกว้างให้เกิดการแลกเปลี่ยน และต้องฟังให้มากที่สุด เพราะเรื่องเหล่านี้ซับซ้อนมากพอสมควร และมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงไม่ง่ายที่จะทำให้คนที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกันจะช่วยกันขับเคลื่อน จึงเป็นเรื่องท้าทายฝีมือของสภาดิจิทัลฯว่าจะทำได้ดีแค่ไหน

“ถ้าเราดูโครงสร้างสมาคม ตัวแทนไม่ได้มีมากน้อยไปกว่ากัน จะเห็นว่าเครือไหนยิ่งสมัครมามากยิ่งดี แสดงว่าตัวเองให้ความสนใจ ใส่ใจอยากจะมีส่วนร่วม ถ้าเราไม่สมัครเข้ามาไม่มาช่วยบริหาร แต่คาดหวังว่าอยากจะได้ในสิ่งที่เราไม่ได้ลงมือลงแรง มันก็ยากที่จะทำให้เป็นไปได้อย่างนั้น วันนี้สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าความคิดดี ๆ ที่ออกมา สุดท้ายจะเกิดประโยชน์ร่วมและเชื่อว่าการบริหารรูปแบบสภาดิจิทัลฯ เป็น Open forum เพราะสภาดิจิทัลฯไม่ใช่องค์กรปิด แต่เป็นองค์กรเปิด รับฟัง และตรวจสอบได้ ฉะนั้นเชื่อว่าผู้บริหารที่เข้ามาทำงานให้สภาฯ ไม่ได้มาบริหารเพื่อหวังประโยชน์ส่วนตน แต่ต้องบริหารให้กิจการด้านดิจิทัลของไทยไปได้ หลอมรวมให้เกิดพลังอย่างไร ผมเชื่อว่าสภาดิจิทัลยุคแรกสำคัญมากและจะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีนัยยะสำคัญได้ค่อนข้างมาก” ดร.เพิ่มศักดิ์กล่าว