หลังจากที่สภาปิดสมัยประชุมไป มีความเคลื่อนไหวจากฟากฝั่งรัฐบาลหลายประการ
ความเคลื่อนไหวทางการเมือง เกิดกระแสข่าวจาก คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย
ตอกย้ำกระแสข่าวที่สะพัดมาในช่วงก่อนปิดสมัยประชุม
นั่นคือ กระแสการดึงตัว ส.ส.จากพรรคเพื่อไทยไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ
เป็นกระแสข่าวที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจาก ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่ง “โหวต” ไม่ตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาอีอีซี
กระแสข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่มีการอภิปรายทั่วไปซักถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในประเด็นการถวายสัตย์ไม่ครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และแถลงนโยบายไม่สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญ
กระแสข่าวดังกล่าวเริ่มสะพัดตั้งแต่มีการให้ซอง ส.ส. อ้างว่ามีคลิปบันทึก
และล่าสุดบอกว่ามีหลักฐานเป็นข้อความในไลน์
ยิ่งเมื่อผู้สื่อข่าวนำเอากระแสข่าวจะมี ส.ส.พรรคฝ่ายค้านย้ายไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ ไปถาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานยุทธศาสตร์ของพรรคพลังประชารัฐ
พล.อ.ประวิตรตอบรับว่ายินดีต้อนรับ
ยิ่งทำให้พรรคฝ่ายค้านเกิดความอ่อนไหวต่อกระแสข่าวดังกล่าวมากขึ้น
แม้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะอธิบายว่า ส.ส.ย้ายพรรค ต้องลาออกจากสมาชิกพรรค เมื่อลาออกจากสมาชิกพรรคเท่ากับว่าขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส.
ตีความได้ว่า ส.ส.จะย้ายพรรคไม่ได้ ยกเว้นแต่ว่า พรรคเดิมไล่ออก จึงจะมีโอกาสไปสังกัดพรรคใหม่ได้ภายใน 60 วัน
แต่กระแสข่าวที่ปรากฏขึ้นก็ตอกย้ำว่า ฝ่ายรัฐบาลพยายามจะแก้ปัญหาเสียงปริ่มน้ำอยู่ตลอดเวลา
กรณีการแก้ปัญหาเสียงปริ่มน้ำนี้ สะพัดมาตั้งแต่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป ยื่นขอยุบพรรคตัวเอง
เมื่อ กกต.อนุมัติ และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว นายไพบูลย์ได้สมัครเป็น ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ
เพิ่มเติมเสียงให้พรรคพลังประชารัฐ กลายเป็นตัวอย่างให้พรรคเล็กที่ต้องการจะย้ายพรรคไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ
การดำเนินการดังกล่าวนายไพบูลย์มองว่า ทำถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็มีปัญหาเรื่องการนับคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อตามมา
ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นเรื่องที่ต้องแสวงหาคำตอบ
แต่เป้าหมายการเติมเสียงให้แก่พรรคพลังประชารัฐก็ยังมุ่งเป้าหมายเดิม
นั่นคือแก้ปัญหาเสียงปริ่มน้ำ
เช่นเดียวกับการตระเตรียมผู้สมัครลงชิงเก้าอี้ ส.ส.ในเขตที่ว่างลง และกำลังจะว่าง
ไม่ว่าจะเป็นนครปฐม กำแพงเพชร หรือขอนแก่น
ขณะที่ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ รัฐบาลทราบดีว่ามีปัญหา เพราะเสียงเรียกร้องให้ช่วยเหลือมากขึ้นและต่อเนื่อง
จากกลุ่มฐานรากหรือกลุ่มรากหญ้า กลุ่มเกษตรกร ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ กลุ่มเอสเอ็มอีหรือผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก
ขณะนี้หอการค้าไทยก็เริ่มขยับเรียกร้อง สภาอุตสาหกรรมก็แสดงความเป็นห่วง รวมไปถึงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์
เพราะสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ไม่มีทีท่าว่าจะยุติ ความไม่สงบในตะวันออกกลางซ้ำเติม ค่าบาทแข็ง ตัวเลขการส่งออกตก ตัวเลขความเชื่อมั่นวูบ ตัวเลขการใช้จ่ายก็ไม่ดี
ล่าสุดรัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 แสนล้านบาท หวังว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจปลายปีฟื้นตัวขึ้นมา
หวังจะเห็นตัวเลขจีดีพีในไตรมาสสุดท้ายเติบโต
เช่นเดียวกับช่วงนี้ที่โครงการ “ชิม ช้อป ใช้” กำลังลงทะเบียน และกระตุ้นให้มีการใช้จ่าย
ทุกประการก็หวังว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปีให้ดีขึ้น
ทางด้านการบริหารงาน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นตัวแทนประเทศไปประชุมที่ยูเอ็น
เป็นตัวแทนคนไทยไปฟังเสียงชื่นชมโครงการ “30 บาทรักษาทุกโรค” ที่ต่างชาติให้การยอมรับและเชิดชู
ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้แสดงวิสัยทัศน์ นำพาประเทศไทยให้กลายเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2579
ตอกย้ำคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ว่า ประเทศจะกลับคืนสู่ประชาธิปไตย
ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้พยายามพลิกสถานการณ์จาก “รับ” มาเป็น “รุก” ในกรณีช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
มีการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือครัวเรือนที่ประสบภัย มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายช่วยเหลือ
รวมทั้งมีรัฐมนตรีลงไปในพื้นที่มากขึ้น
ทุกประการที่เกิดขึ้น รัฐบาลสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกกว่าตอนที่สภาเปิดสมัยประชุม
ข่าวสารหลังจากที่สภาปิดสมัยประชุมไปตกอยู่ในฟากฝั่งรัฐบาลมากขึ้น
แต่ห้วงเวลาทองคำที่จะให้ฝ่ายรัฐบาลทำแต้มนั้นมีอยู่จำกัด
วันที่ 17 ตุลาคม สภาผู้แทนราษฎรเปิดอีกครั้งเป็นสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563
มีข่าวว่ารัฐบาลยอมให้สภาพิจารณา 3 วันคือ วันที่ 17-19 ตุลาคม
เมื่อถึงเวลานั้น คำถามเกี่ยวกับที่มาของแหล่งเงินที่จะใช้ในโครงการต่างๆ จะดังขึ้นอีก
ดังขึ้นและดังกว่าเมื่อตอนที่พรรคฝ่ายค้าน 7 พรรคอภิปรายซักถามเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน เมื่อสภาเปิดสมัยประชุม บรรดา ส.ส.ที่ลงพื้นที่ต่างๆ ก็จะกลับมาประชุมกันที่สภาอีกครั้ง
กระแสข่าวที่ออกจากฝ่ายรัฐบาลในช่วงเวลานี้ จะเริ่มมีกระแสข่าวจากฝ่ายค้านเข้ามาเบียดแทรก
เสียงปริ่มน้ำที่เคยเป็นปัญหาจะกลับมาเป็นปัญหาอีกหรือไม่
ปัญหาเศรษฐกิจ และความทุกข์ยากของประชาชนในเรื่องรายจ่ายมากกว่ารายได้ ยังคงมีอยู่มากน้อย เพียงใด
ปัญหาเอกภาพการบริหารของรัฐบาลยังคงดำรงอยู่เหมือนเดิมหรือมีการแก้ไข
ถ้าปัญหาต่างๆ ดังกล่าว รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขได้
วันที่สภาเปิดสมัยประชุมวิสามัญ ทุกปัญหาจะโหมกระหน่ำเข้าใส่รัฐบาลอีกครั้งอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

