หน้าแรก การเมือง หนุนแก้รธน. ค...

หนุนแก้รธน. คู่ ‘ปฏิรูปกองทัพ’ ลุ้นตั้งกมธ.ศึกษาต้นพ.ย. หวั่นโดน ‘ไฮแจ็ค’ จี้สร้างภูมิคุ้มกัน

30.09.19 | 17:56 น.

เมื่อเวลา 13.00 น  วันที่ 30 กันยายน ที่ห้องเพทาย โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ มีการจัดเสวนาหัวข้อ “การปฏิรูปสังคม-เศรษฐกิจ-การเมืองไทย กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย” โดยมีคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และผู้แทน 30 องค์กรประชาธิปไตย และตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆเข้าร่วม

รศ.ดร. พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธานครป. กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีอัตลักษณ์ ‘อนุรักษนิยม’ อย่างชัดเจน จำกัดสิทธิและลดอำนาจประชาชนถ้าเทียบกับฉบับ 40 และ 50 ที่เราทั้งหลายมานั่งตรงนี้มีความประสงค์เดียวกันคือการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มสิทธิและขยายอำนาจให้ประชาชน ส่วนรายละเอียดคงต้องผ่านกระบวนการพูดคุยอีกหลายอย่างรัฐธรรมนูญสัมพันธ์กับการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเมือง ประเทศที่จัดสรรอำนาจสมดุลจะเอื้อต่อการปฏิรูป แต่ถ้าประเทศใดมีโครงสร้างรัฐธรรมนูญที่จัดอำนาจขาดความสมดุลจะเกิดปัญหา มีบทเรียนมากมายที่นำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคม สถานการณ์ในปัจจุบันมีความซับซ้อนกว่าปี 40 มาก มีการต่อสู้เชิงอุดมการณ์หลากหลาย มีปรากฏการณ์เชิงอุดมการณ์ชัดเจนมากขึ้น การเคลื่อนไหวต้องปรับตัวสอดคล้องสถานการณ์. อย่างไรก็ตาม ตนไม่อยากให้การแก้รัฐธรรมนูญเป็นชนวนการนองเลือด แต่กลุ่มพลังในสังคมต้องเจรจาหาทางออกร่วมกัน

“รัฐธรรมนูญเป็นกลไกที่เอื้อหรือเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูป แต่ไม่ได้หมายความว่าพอแก้แล้วจะเกิดการปฏิรูปอย่างที่หลายส่วนคาดหวัง การมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น จะสร้างเวทีในการเอื้อ ถ้ารัฐธรรมนูญมีกรอบอุปสรรคต่อการปฏิรูปเช่นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งสร้างความไร้เสถียรภาพทางการเมืองด้วย นอกจากนี้จะเห็นได้ว่ารัฐบาลกลางไม่มีปัญญาแก้ปัญหาในท้องถิ่น ตัวอย่างชัดเจนคือ กรณีน้ำท่วมอุบลฯ เป็นไปได้อย่างไรที่เอกชนคนเดียวได้เงินบริจาคมากกว่ารัฐบาล สะท้อนประเด็นความไว้วางใจอย่างชัดเจนว่าเป็นอย่างไร การแก้รัฐธรรมนูญ ต้องแก้ให้ก้าวหน้ากว่าฉบับ ปี 40 ในประเด็นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
เรามีประชาธิปไตยมากเกินไปสำหรับกลุ่มทุนผูกขาด แต่เป็นประชาธิปไตยน้อยเหลือเกินสำหรับประชาชน องค์กรอิสระกลายเป็นที่พักพิงข้าราชการเกษียณ ระบบการศึกษาก็สาหัส เพราะวิธีคิดที่ต่อเนื่องยาวนาน มีการสร้างโรงเรียนชนชั้นนำที่ได้รับการทุ่มงบมากมาย สรุปคือ ขั้นต้น ต้องแก้รัฐธรรมนูญให้จัดสรรอำนาจให้เอื้อต่อการปฏิรูป” นายพิชายกล่าว

Advertisement

นายสมชาย หอมลออ ที่ปรึกษา ครป. กล่าวว่า ไทยฝ่าวิกฤตและมีโอกาสหลายครั้งทั้งเหตุการณ์เดือนตุลาและพฤษภา อย่างไรก็ตามในแต่ละครั้งการที่จะก้าวไปข้างหน้า พลังประชาชนกลับยังไม่ได้หยิบโอกาสนั้นมาขับเคลื่อนเต็มที่ และในวันนี้เราถอยหลังเข้าคลองไปมิใช่น้อย

การแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกวางกับดักไว้มากมาย ยากที่จะแก้ได้ตามขั้นตอนเหล่านั้นแมัมีความพยายามจากหลายฝ่าย อย่างไรก็ตาม โอกาสอาจมาโดยไม่อาจคาดหมายได้ และมักมาจากวิกฤติเสมอ ทั้งความอ่อนแอและเปราะบางของรัฐบาล รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจทั้งภายในและนอกประเทศที่อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ขอให้อย่าท้อแท้

“ปัญหาสำคัญคือเราต้องวางแผนการปฏิรูปไว้ ซึ่งมีการศึกษาไว้ไม่ใช่น้อย การปฏิรูปกองทัพสำคัญมาก รัฐธรรมนูญกินได้เป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนและนำเสนอต่อประชาชน ต้องต่อต้านรัฐประหาร พลังประชาชนต้องดำเนินต่อไป และเติบใหญ่มากยิ่งขึ้นทวีคูณ ส่วนวิธีการแก้ เห็นด้วยกับการแก้เห็นด้วยกับการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่เป็นจุดอ่อนไหวและต้องระวังเป็นพิเศษ ถ้าสภาไม่ได้เป็นตัวแทนประชาชนจริงๆ” นายสมชายกล่าว

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า เราทุกคนคงเห็นตรงกันว่าหลักการพื้นฐาน คือ อำนาจเป็นของประชาชน รัฐธรรมนูญคือ ข้อตกลงของสังคมว่าจะให้อำนาจฝ่ายใดเท่าไหร่ ทั้ง 3 ฝ่าย คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการมีดุลตรวจสอบกัน โดยคนแต่งตั้งอำนาจมานั้นก็คือประชาชน ที่ผ่านมาคนไทยต่อสู้มานานเท่าไหร่เพื่อให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง เราเสียเลือดเสียเนื้อมามากเท่าไหร่ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับถูกดีงอำนาจกลับไป ประชาชนไม่มีโอกาสไปตรวจสอบองค์กรอิสระได้เลย เพราะได้รับการแต่งตั้งมาจากคสช. ในรัฐสมัยใหม่ 3 อำนาจที่เป็นเสาหลักต้องสามารถตรวจสอบถ่วงดุลได้อย่างเหมาะสม แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เอาอำนาจและความชอบธรรมต่างๆไปให้อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ตนอยากมองไปข้างหน้า ซึ่งในขณะนี้สังคมไทยมีข้อถกเถียงใหญ่มาก 2 เรื่อง 1. เศรษฐกิจกับการแก้รัฐธรรมนูญ 2. การแก้รัฐธรรมนูญนำไปสู่การรุนแรงหรือไม่ มีผู้ออกมาบอกว่าประชาชนจะอดตายอยู่แล้ว ต้องแก้ปากท้องก่อน ประโยคนี้ถูกครึ่งเดียวคือครึ่งแรก ที่คนจะอดตายแล้ว แต่ยืนยันว่าทั้ง 2 อย่างสามารถทำควบคู่กันได้ ไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

นายธนาธรกล่าวว่า รัฐบาลนี้มีพรรคเยอะสุดในประวัติศาสตร์ แต่ไม่มีเอกภาพทางอุดมการณ์ ความคิด และนโยบาย ทั้งยังได้รับผลกระทบจากรัฐธรรมนูญที่ตัวเองร่างขึ้นมา การเอากล้วยให้ลิงทุกตัวกินอิ่มหนำย่อมเป็นไปไม่ได้ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่สำคัญและการต้องอาศัยความร่วมมือเป็นไปไม่ได้ ตัวอย่างเช่นกรณีน้ำท่วมแค่เรื่องเดียวที่ต้องอาศัยหลายกระทรวง แต่ละกระทรวงมีรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยต่างพรรคกัน สำหรับประเด็นความรุนแรง เป็นวาทกรรมที่ฝ่ายอนุรักษนิยมหลอกให้เชื่อว่าจะเกิดความแตกแยกเพื่อให้คนไม่มาร่วมรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ แต่ตนมองว่าประวัติศาสตร์ทั้งในและต่างประเทศพิสูจน์แล้วว่าที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นมีการต่อสู้ ที่ใดไม่มีความเป็นธรรม ที่นั่นไม่มีสันติภาพ การใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปเรื่อยๆต่างหากที่นำไปสู่ความรุนแรง การแก้รัฐธรรมนูญจุงจะช่วยให้เลี่ยงการปะทะ นี่คือประวัติศาสตร์ที่ต้องฉวยไว้ ถ้าทำไม่สำเร็จ ตนมองไม่ออกว่าจะเลี่ยงการปะทะอย่างไร การแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางออกเดียวของสังคม

“วันนี้ เมื่อ 13 ปีก่อน ลุงนวมทอง ฆ่าตัวตาย เราเราเรียนรู้ว่า ถ้าเราไม่มีรัฐธรรมทุกฝ่ายเห็นพ้อง ประเทศจะพัง ผมต้องการปฏิรูประบบราชการยกเลิกระบบราชการรวมศูนย์ สร้างรัฐสวัสดิการ ลดความเหลื่อมล้ำ ปฏิรูปกองทัพตอนนี้กระบวนการ คือการแก้ผ่าน มาตรา 256 และมาตรา 166 กรณีมาตรา 256 คือผ่านสภาซึ่งยากมาก อีกทางคือ ทำผ่านประชามติ ซึ่งถ้าจะใช้มาตรา 166 คือต้องกดดันพลเอกประยุทธ์ หรือเปลี่ยนรัฐบาล แต่ไม่ว่าทางไหน ก็คิดว่า เข้าใจข้อจำกัด การรณรงค์ไม่ควรอยู่ที่เรา จึงตั้งใจไม่ขยับแรง และเร็วกว่านี้ เพราะอยากให้ความเป็นเจ้าของอยู่ที่ประชาชน นักวิชาการ วิชาชีพต่างๆ เพราะถ้าปราศจากการสนับสนุนจากประชาชนทุกฝ่ายก็แก้ไม่ได้หลังจากนี้ บทบาทของเราคือเป็นผู้เล่น ให้พวกท่านใช้งาน” นายธนาธรกล่าว

นายธนาธร กล่าวว่า ขณะนี้เวลางวดเข้ามาแล้ว ‘กรรมาธิการศึกษารัฐธรรมนูญ’ จะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนว่าสภาผู้แทนราษฎรจะให้ตั้งหรือไม่ จึงมีเวลาเหลือไม่มาก ผมอยากให้ภาคประชาสังคม ตรวจสอบพรรคร่วมรัฐบาล ตนกลัวรัฐบาลไฮแจ็คการแก้รัฐธรรมนูญให้เหลือเพียงการแก้รายมาตรา แต่เชื่อว่าถึงเวลาจะเหลือน้อยแต่ยังทำงานทัน สุดท้ายขอเน้นย้ำประเด็นปฏิรูปกองทัพ เพราะถ้าแก้รัฐธรรมนูญแล้วไม่ปฏิรูปกองทัพ ก็จะเดินไปสู่จุดเดิม บางคนบอกถอยหลัง แต่อีกมุมคือการเดินวรเป็นวงกลม การจะตัดวงจรอุบาทว์ ต้องปฏิรูปกองทัพซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกหลงลืมไปในปี 35

 

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวว่า สังคมเหมือนเหรียญซึ่งมีสองด้านเสมอ เมื่อ 7 พรรคฝ่ายค้านลงพื้นที่พบว่ามีเสียงสะท้อนเรื่องรัฐธรรมนูญ ตนอยากถามว่า 16 ล้านคนที่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เรามองข้ามเขาหรือไม่ เราจะหาช่องทางทำประชามติก่อนหรือไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ควรแก้ หรือไม่ควรแก้ บางครั้งเราชนะด้วยกฎหมาย แต่ไม่ชนะด้วยสังคมก็เหมือนมีเลือดไหล เหมือนทางภาคใต้ที่มีกฎหมายเยอะแยะ แต่ทหารเข้าพื้นที่ไม่ได้

พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เหมือนเกลียดคนจนและคนด้อยโอกาส สิ่งที่อันตรายที่สุด คือ อันตรายจากการพัฒนาที่ไปเอาต้นทุนของคนไทยไปให้ที่อื่น ไม่มีทางออกให้คนตัวเล็กตัวน้อย ตนมองว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ ปฏิรูปกฎหมายทั้งหมด คนทุกคนต้องได้รับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคกัน

นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า ปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ ถนนทุกสายหันกลับมาสู่ส่วนกลาง ทั้งการศึกษา และท้องถิ่น เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ปัญหาใหญ่คือ รัฐธรรมนูญไทยอายุสั้น เป็นพืชล้มลุก ไม่ว่าดีขนาดไหน ไม่นานก็มีคนมาฉีกทิ้ง นอกจากนี้รัฐธรรมนูญยังไม่ศักดิ์สิทธิ์ วันนี้เห็นสัญญาณชัดเจนว่าน่าห่วง อย่างการไม่ยอมกล่าวว่าจะธำรงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นการกล้าละเมิดอย่างโจ่งแจ้ง เชื่อว่ายังมีอีกหลายประเด็นที่ละเมิด ถ้าจะแก้ นอกจากต้องแก้ให้เป็นประชาธิปไตบ ยังต้องแก้ให้มีภูมิต้านทาน ไม่ให้ถูกฉีกง่ายๆ คนละเมิดต้องไม่ลอยนวล อยากให้เขียนเสริมให้ศักดิ์สิทธิ์กว่าเดิม

นายสุทิน  ยังกล่าวว่า สำหรับประเด็นการปฏิรูป รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนว่าจะปฏิรูป 11 ด้าน แต่ไม่ทำ เพราะรัฐบาลจะต้องประสบภัยจากการปฏิรูป มีการเขียนไว้สลับซับซ้อนจนตัวเองอ่อนแอ ไม่มีเวลาคิดปฏิรูป ต้องเอาตัวรอดแก้ปัญหาไปวันๆ การปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องใหญ่. มองว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญให้เห็นความศักดิ์สิทธิ์และปฏิบัติตาม

“ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้รัฐธรรมนูญ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด แต่การให้ประชาชนยอมรับมากที่สุดยังไม่พอ ต้องมีอีกข้อคือป้องกันไม่ให้คนมาฉีก จึงเสนอวิธีแก้คือตั้งกรรมการวิสามัญเพื่อศึกษา ซึ่งเป็นกลยุทธ์ชวนทุกพรรคมายอมรับว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหาส่วนประเด็นประชามติ เราต้องช่วยให้เป็นประชามติที่คนมีส่วนร่วมจริงๆ ไม่ใช่ประชามติใต้กระบอกปืน ผมคิดว่าถามเลย 2 ข้อ คือ 1. รับไหม 2. ต่อไปนี้จะยอมให้ไทยมีรัฐประหารหรือไม่ ถ้ามติไม่ยอมรัฐประหาร น่าจะเป็นภูมิคุ้มกันได้เพราะมักชอบอ้างกันว่าประชาชนอยากให้รัฐประหาร ดังนี้นจึงต้องสร้างภูมิคุ้มกัน” นายสุทินกล่าว และว่า สรุปแล้ว การแก้รัฐธรรมนูญในส่วนของสภาก็ดำเนินไป นอกจากนี้ภาคประชาชนจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะกรณีสภาอย่างเดียว เชื่อว่าจะถูกเบี้ยวช่วงไหนก็ไม่รู้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ยากกว่าทุกฉบับ ตนวิตกว่าจะมีนายทหารมาช่วยแก้ให้โดยการยึดอำนาจ หรือเกิดการนองเลือด แค่ความเลวร้ายนี้อาจไม่เกิดถ้าปลุกประชาชนให้สุกงอม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการเสวนาเป็นไปอย่างคึกคักโดยมีการแลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นต่างๆอย่างต่อเนื่อง