‘ลงเรือแป๊ะ’ อินไซด์ ครม.ตู่ สไตล์วิษณุ ตั้งแต่ก่อนลงเรือ จนถึงเรือแป๊ะเทียบท่า

นับตั้งแต่ คสช.ยึดอำนาจการปกครองประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในสมัยนั้น เป็นแกนนำ ประกาศขอคืนความสุขและความสงบให้ประเทศ หลังเกิดวิกฤตทางการเมืองครั้งใหญ่ มีการชุมนุมทางการเมืองยืดเยื้อ

แน่นอนว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้มาคนเดียว แต่ควง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา สองบิ๊กทหารที่เป็นเสมือนพี่ใหญ่ในทหารสายบูรพาพยัคฆ์มาด้วย จนมีคำเรียกกันติดปากโดยทั่วไปว่า แก๊ง 3 ป. เรียกได้ว่าไปไหนไปกัน

หลังการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 พล.อ.ประยุทธ์ยังดึงระดับผู้บัญชาการทหารและตำรวจเข้ามาร่วมในกลไกอำนาจเรื่อยมา สลับสับเปลี่ยนกันไปตามโอกาส และหรือแรงกดดันทางการเมืองในขณะนั้นๆ

ถ้าถามว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเลือกให้ใครมามีอำนาจ เลือกมาจากอะไร คำตอบไม่ยากเลย เหตุการณ์ตลอดห้าปีชี้ชัดว่า พล.อ.ประยุทธ์เลือกคนเข้ามาทำงานในตำแหน่งสำคัญๆ ผ่านความไว้เนื้อเชื่อใจ

นี่จึงทำให้คนอย่าง พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ เหนียวแน่นในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และคนหลัง คือตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาตั้งแต่หลังปี 2557 จนกระทั่งประเทศมีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มีการเลือกตั้งในปี 2562 ได้รัฐบาลใหม่ขึ้นมา ทั้ง “สอง ป.” ก็ยังเบียดพรรคร่วมเข้ามามีอำนาจในตำแหน่งเดิม

ส่วนบิ๊กทหารคนอื่นๆ ที่เคยเป็นระดับรองนายกฯ เป็นรัฐมนตรี หรือ คสช. เด้งไปรับตำแหน่ง ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งกันเป็นแถว

ที่จริง บิ๊กตู่ไม่ได้เอาแต่พวกพ้องที่เป็นทหารขึ้นมามีอำนาจ มีคนหนึ่งที่ไม่ใช่ทหาร เป็นคนสำคัญใน คสช. ได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่หลังการยึดอำนาจ ปี 2557 เป็นมาพร้อมกับ “2 ป.” แต่ก็ไม่เคยหลุดจากตำแหน่งเลย จนกระทั่งมีการเลือกตั้งจัดสรรตำแหน่งโควต้ารัฐมนตรีกับพรรคร่วมกันอย่างดุเดือดที่ผ่านมา เขาก็ยังคงอยู่ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีต่อ นับเป็นคนระดับรองนายกฯคนเดียวในบรรดาอดีตรองนายกฯนับสิบคน ที่เคยร่วมงานกับ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งแต่แรก (หากไม่นับ พล.อ.ประวิตร ที่มีความสัมพันธ์เป็นพิเศษกับ พล.อ.ประยุทธ์) ที่ยังได้รับความไว้วางใจให้นั่งเก้าอี้รองนายกฯ ยาวๆ ต่อเนื่อง ส่วนคนอื่นๆ ปลิวหาย เกลี้ยง… เขาคือ “วิษณุ เครืองาม” นั่นเอง

เมื่อคราวการอภิปรายกรณีถวายสัตย์ไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ หนังสือของวิษณุ เรื่อง “หลังม่านการเมือง” ถูกหยิบนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการอภิปรายของนักการเมืองถึง 2 คน คนแรกคือ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ อดีตนักวิชาการรุ่นใหม่ไฟแรงด้านนิติศาสตร์ ที่ยกนายวิษณุเป็นดั่งอาจารย์ และยอมรับว่าตามอ่านหนังสือนายวิษณุทุกเล่ม อีกคนคือ “พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ก็ได้หยิบหนังสือของนายวิษณุขึ้นชูในสภาเช่นกัน

นี่จึงทำให้หนังสือเรื่องเล่าการเมืองเล่มล่าสุดของวิษณุ ชื่อ “ลงเรือแป๊ะ” มีความน่าสนใจ ถ้าใครมีโอกาสได้อ่านหนังสือการเมือง 3 เล่ม ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ตั้งแต่เรื่องโลกนี้คือละคร เล่าเรื่องผู้นำ และหลังม่านการเมือง จะพบว่าวิษณุมีลีลาการเล่าเรื่องที่สนุก สอดแทรกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน

แต่ความต่างของหนังสือทั้ง 3 เล่ม และลงเรือแป๊ะก็คือ เล่มล่าสุดเขียนในขณะที่ “วิษณุ” เองยังมีอำนาจอยู่ และเช่นกัน บุคคลสำคัญที่สุดในรัฐบาลก็ยังมีอำนาจอยู่ ฉะนั้น ลีลาการเขียนของ “วิษณุ” จะเบาลงจากเดิมเล็กน้อย แต่ก็ยังมีเรื่องราวระหว่างบรรทัดให้ตั้งคำถาม เกินเลยไปจะถึงคาดเดาเรื่องต่างๆ ได้อีก เรื่องนี้ “วิษณุ” ก็รู้ตัว และก็ออกตัวบอกไว้ตั้งแต่แรก

ที่มาของคำว่า “ลงเรือแป๊ะ” นั้น วิษณุใช้คำว่า “ลงเรือแป๊ะ” ครั้งแรกในการสัมมนา สนช.ที่หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ เป็นคำเปรียบเทียบว่า “ลงเรือแป๊ะก็ต้องตามใจแป๊ะ” คสช.คือแป๊ะ ฉะนั้นจะทำอะไรก็ช่วยชำเลืองดูแป๊ะหน่อย คือไม่ตามใจแป๊ะ และก็จะไล่ลงจากเรือ

วิษณุเล่าในหนังสือว่า ที่จริง พล.อ.ประยุทธ์อ่านข่าวเรื่องสำนวนนี้แล้วก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เคยถามว่าแป๊ะคือใคร เพราะเรือลำนี้คือรัฐนาวาลำใหญ่ไม่ใช่เรือแป๊ะเล็กๆ ก่อนจะเข้าใจความหมายสไตล์วิษณุ ว่าลงเรือแป๊ะคือ เมื่อร่วมหอลงโรงกันแล้ว เข้ากลุ่มเข้าพวกกับเขาแล้วก็ต้องมีระเบียบวินัย ว่าไงว่าตามกัน และต้องเกรงใจหัวหน้า เมื่อบิ๊กตู่รู้ความหมายดังนี้ก็หัวเราะขำ

-อินไซด์สไตล์วิษณุ

วิษณุเขียนเล่าเรื่องที่คนทั่วไปอาจจะไม่รู้ ก็คือก่อนการยึดอำนาจราว 2 เดือน ตัวของวิษณุเองมีโอกาสเข้าพบผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นแบบตัวต่อตัว โดยเล่าว่าผู้ใหญ่คนหนึ่งในบ้านเมืองประสานให้ตนเองเป็นตัวแทนนำความคิดเห็นไปกล่าวกับ พล.อ.ประยุทธ์ วิษณุไม่ได้บอกว่าคุยอะไร แค่บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ตั้งใจฟังดี และชื่นชมว่าเป็นคนสนใจเหตุการณ์บ้านเมือง ใช้เวลาคุยกัน 1 ชั่วโมง

นอกจากนี้ยังเล่าว่ามีอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นห่วงเหตุการณ์บ้านเมืองคือกลุ่มของคุณชายอุ๋ย หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล

“คุณชายมีทางออกที่ดีๆ หลายทาง เคยชวนคนโน้นคนนี้แล้วผมไปปรับทุกข์ที่โรงแรมรีเจนท์และเข้าใจว่าจะเคยถกแถลงกับ พล.อ.ประวิตรมาแล้ว” วิษณุกล่าว

วิษณุยังเล่าเรื่องเหตุการณ์การยึดอำนาจ โดยเฉพาะการเจรจาต่อรองของฝ่ายต่างๆ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์เป็นตัวกลางจนจบลงที่การยึดอำนาจ ทั้งยังมีเรื่องราวตลกสนุกสนาน จากการที่นักการเมืองถูกจับเข้าปรับทัศนคติในค่ายทหาร เช่น เล่าว่า “นักการเมืองระดับหัวหน้าพรรคคนหนึ่ง ถูกคุมตัวอยู่ต่างจังหวัดห่างไกล เรือนพักค่อนข้างร้อนจึงขออนุญาตจ้างช่างมาติดเครื่องปรับแอร์ จะออกเงินเอง และเมื่อได้รับปล่อยตัวก็จะบริจาคให้หลวง หลังติดตั้งเสร็จยังไม่ทันได้ใช้ คสช.ก็ปล่อยตัวกลับ” เป็นต้น

ถึงกระนั้น วิษณุก็ยืนยัน เล่าเหตุการณ์วันยึดอำนาจว่าตัวเองอยู่กับหมอกำลังทำฟันอยู่ วันเดียวกันมีเพื่อนมาชวนให้ไปเที่ยวต่างประเทศพร้อมกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์

วิษณุยังเล่าเส้นทางการลงเรือแป๊ะ เข้าไปช่วยงาน คสช.ในเรื่องกฎหมาย จนกระทั่งถึงการร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว จุดนี้เอง ผู้อ่านจะเข้าใจว่าเป็นการโชว์ฝีไม้ลายมือของนายวิษณุ จึงไม่แปลกใจที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเลือกมาใช้งานต่อ เพราะหลังจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ก็ติดต่อเขาให้มาเป็นรองนายกรัฐมนตรี

ว่าด้วยเรื่องการใช้อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ โดยเฉพาะ ม.44 วิษณุจะให้เบื้องหลังที่น่าสนใจ เช่น การบอกว่าเหมือนกับมาตรา 16 ของรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส สมัยประธานาธิบดีเดอโกล และยังคงอยู่มาจนทุกวันนี้ ส่วนกรณีจอมพลสฤษดิ์ วิษณุพยายามแสดงให้เห็นว่าเข้าใจข้อเสียของการใช้อำนาจมาตรา 7 ให้เหตุผลว่า ที่จริง จอมพลสฤษดิ์สั่งการคณะปฏิวัติว่าจะอยู่ภายใต้ธรรมนูญการปกครอง แต่สถานการณ์บ้านเมืองตอนนั้นไม่ดี กังวลว่าจะมีการแทรกแซง จอมพลสฤษดิ์จึงใช้อำนาจดังกล่าว ส่วน ม.44 ซึ่งวิษณุเห็นว่าเป็นการใช้ในทางสร้างสรรค์ได้ เพราะไม่ได้ใช้ในเชิงตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดความผิดหรือลงโทษใคร ทุกอย่างมีกระบวนการ ตามขั้นตอน

ทูตจากประเทศหนึ่งซึ่งรัฐบาลเขาเคยวิจารณ์การยึดอำนาจตอนตั้งรัฐบาลใหม่ๆ ได้มาพบผมและยกปัญหาสำคัญของนักลงทุนซึ่งรัฐบาลเขาติดใจมาก ผมแจ้งว่าติดที่กฎหมาย การแก้กฎหมายใช้เวลาเป็นปี เขาตอบว่าที่ปรึกษารัฐบาลของเขาเสนอให้ไทยช่วยใช้ ม.44 ผมหัวเราะ หึๆ ถามว่าเอาอย่างนั้นหรือไหนว่ารังเกียจไงล่ะ”

-ตู่ดิจิทัล

ลงเรือแป๊ะของวิษณุ ยังพยายามนำพาไปรู้จัก พล.อ.ประยุทธ์

ตามที่ผมสังเกตเห็นเองและจากคำบอกเล่าของคนใกล้ชิด พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนเด็ดขาด พูดคำไหนคำนั้น กล้าหาญ กล้าได้กล้าเสีย ใครอย่าไปทำอะไรเป็นอันขาด ขณะเดียวกันก็เป็นคนสนุก ร่าเริง เปิดเผย ตรงไปตรงมา ชอบก็บอกว่าชอบ ไม่ชอบใครก็สามารถบอกผู้นั้นได้ตรงๆ อย่างไม่อ้อมค้อม ว่าผมไม่ชอบคุณ ไม่ใช่คนปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่คนชนิดยอมให้น้ำขุ่นอยู่ใน น้ำใสอยู่นอก เพราะทางน้ำขุ่นน้ำใสจะกระฉอกออกมาเห็นได้ชัด ความเปิดเผยโปร่งใสนี้กระมังที่ทำให้มาเก็บอารมณ์ไม่อยู่ พอขุ่นใจก็จะทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ออกอาการหงุดหงิดอย่างเปิดเผยให้เห็นแต่หายเร็ว โดยเฉพาะเมื่อแสดงอาการหงุดหงิดออกไปแล้วก็จะดูโอ่โถงโล่งแจ้งสบายใจลืมเรื่องเก่า ในขณะที่คนฟังอาจจะเพิ่งเริ่มหงุดหงิด

วิษณุเล่าว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนไม่ชอบอะไรที่ขัดใจโดยไร้เหตุผล แต่ก็ไม่ชอบคนประจบสอพลอ เคยมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เข้าไปกราบ และกล่าวอย่างมธุรสวาจา พล.อ.ประยุทธ์ชิงถามว่าคุณจะขออะไร พร้อมย้อนเอาว่างานไม่ทำ คนกำลังเดือดร้อนมัวแต่มาวิ่งเต้นขอตำแหน่งอยู่ได้ ส่วนคนที่ก้มหน้าก้มตาทำงานถูกฟ้องอีนุงตุงนัง ไม่เคยปริปากบ่นเบื่อ พล.อ.ประยุทธ์จะเรียกเอาประวัติมาดูแล้วเสนอแต่งตั้งเป็นกรรมการโน่นนี่นั่น

วิษณุเล่าว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนความจำดีและเป็นนักพูด สามารถบรรยายได้เป็นชั่วโมงโดยไม่ต้องดูโพย และยังชอบปล่อยมุขให้เฮฮาแทรกเสมอ รวมถึงเทคนิคการทำงานอื่น เช่น ในฐานะนายกฯที่จะต้องลงนามเห็นชอบอนุมัติ พล.อ.ประยุทธ์จะไม่ยอมลงชื่ออย่างเดียว แต่จะสั่งอย่างอื่นเพิ่มเติมไปอีกเยอะ เช่น บอกว่าชอบ บอกว่าให้รีบรายงาน บอกว่าไม่ชอบ สงสัย ตั้งคำถาม ก็จะเขียนไปเลย เรียกว่ารักโลภโกรธหลงก็จะแสดงออกในท้ายหนังสือราชการทั้งหมด นี่คือเหตุผลว่าทำไมบิ๊กตู่เจอนักข่าวแล้วเป็นแบบนั้น

เป็นคนขยันทำงาน วิษณุเล่าว่าเคยได้รับไลน์จากนายกฯตอนประมาณ 01.00 น. ถึง 02.00 น. เวลาคิดอะไรออกก็จะมาเป็นชุดๆ

ในเรื่องน้ำใจนั้น วิษณุชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์อย่างมาก เล่าว่า ตอนช่วงมาชวนไปทำงานให้ ครม. วิษณุเองติดเงื่อนไขหลายอย่างหนึ่งในนั้นคือสุขภาพ พล.อ.ประยุทธ์ถึงกับแนะให้ไปรักษากับหมอที่เก่งที่รู้จัก ให้ ทส.ช่วยนัดให้ รับปากจะช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ซึ่งวิษณุก็เล่าต่อในสไตล์ตัวเอง เล่นมุขตอบกลับไปว่า รับไม่ได้หรอก เพราะค่าตรวจ ค่ารักษา มันเกิน 3,000 บาท พยายามต่อราคากับหมอแล้ว หมอก็ไม่ยอม (ฮา)

ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์

วิษณุเคยทำงานกับนายกรัฐมนตรีและ ครม.มา 12 รัฐบาล ร่วมงานกับนายกรัฐมนตรีมาถึง 8 คน ไม่แปลก หากเขารับรู้หรือประเมินเรื่องราวด้านบวกและด้านลบของผู้นำในรัฐบาลไทยในแต่ละยุคสมัย อยู่ที่ว่าเขาจะเลือกเปิดเผยมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ในเล่มนี้วิษณุออกตัวว่าไม่อยากทำตัวเป็นเลขานินทา เพราะเป็นเรื่องที่ผิดจรรยามารยาท ก่อนจะเล่ารายละเอียดแต่ละคนเป็นฉากๆ

วิษณุมักยกคำกลอนของท่านพุทธทาสขึ้นกล่าวบ่อยครั้ง เวลาจะพูดถึงผู้นำทางการเมืองท่านใด นั่นคือกลอนที่ว่า

“เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา
จงเลือกเอาส่วนดีเขามีอยู่
เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู
ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย”

นี่กระมังคือไอเดียหลักของวิษณุในการเขียนงานหลายเล่ม วิษณุเชื่อว่าไม่มีใครเพอร์เฟกต์ พร้อมยกตัวอย่างคุณลักษณะผู้นำสำคัญ เช่น รูปร่างหน้าตาบุคลิกลักษณะ ยศถาบรรดาศักดิ์หรือชาติตระกูล การพูด ความคิดความรู้ความสามารถ พฤติกรรมคุณธรรมและทรัพย์สินเงินทอง

วิษณุกล่าวถึงทักษิณว่าเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จร่ำรวย เป็นคนดีวิสัยทัศน์มองการณ์ไกลคิดแบบคนรุ่นใหม่ สามารถดึงคนหนึ่งที่เป็นกลุ่มซ้ายและกลุ่มขวาเข้าไปเป็นที่ปรึกษาทำงาน จึงนับว่าเป็นผู้นำที่สมบูรณ์แบบ

วิษณุเชื่อว่าทักษิณมีความเด็ดขาดตัดสินใจเร็ว มีวาทศิลป์ดี มีความรู้เป็นอำนาจ มีความรู้ทางกฎหมายในฐานะนายตำรวจเก่า เข้าใจโลก เศรษฐศาสตร์และธุรกิจ แถมยังเป็นคนมีน้ำใจแก่คนรอบข้าง

จุดเปลี่ยนของทักษิณอยู่ที่ความฮึกเหิม หลังศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาว่าไม่ผิด บริหารงานจนปราศจากความระมัดระวัง คนใกล้ชิดก็โหนกระแสความนิยม นานวันเข้าก็มีภาพการทุจริตไม่ชอบมากขึ้น ความไว้เนื้อเชื่อใจจึงลดลง

วิษณุถึงกับชี้ว่า ที่จริงคนที่รังเกียจต่อต้านทักษิณในระยะหลัง ก็คือคนที่เคยสนับสนุนและมีความเชื่อมั่นในตัวทักษิณมาก่อน

ส่วนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น วิษณุมองว่าจุดเด่นคือเป็นนายกฯหญิงคนแรกมีความโอภาปราศรัย “แต่จุดอ่อนทางการเมืองคือขาดเนื้อหาสาระและไหวพริบปฏิภาณในการให้สัมภาษณ์ ความฉาบฉวยไม่แหลมคมทางคำพูด ทำให้ขยับทางไหนก็ถูกจับผิดง่าย

ขณะที่ผู้นำล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ วิษณุบอกว่า “มีภาวะผู้นำที่โดดเด่นน่าพิศวงและทรงพลังอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในแวดวงการเมือง”

ส่วน พล.อ.ประยุทธ์นั้นมีจุดแข็งที่การใช้อำนาจ เด็ดขาดตัดสินใจไว กล้าได้ กล้าเสีย ไม่แทงกั๊ก (เพราะมี ม.44)

-เรือแป๊ะเทียบท่า

มาถึงการเมืองช่วงหลังเลือกตั้ง วิษณุใช้คำว่า น่าใจหายใจคว่ำ เพราะแต่ละขั้วที่ได้คะแนนเสียงก็มีเสียงสนับสนุนพอฟัดพอเหวี่ยงกัน นี่คือลักษณะของเสียงปริ่มน้ำ ที่สร้างภาวะแปลกประหลาดและน่ากระอักกระอ่วนใจ ให้กับฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล วิษณุเข้าใจว่าการเป็นนายกฯนั้นไม่ยากเพราะมีเสียงวุฒิสภานี้อยู่ แต่การจะทำให้รัฐบาลดำรงอยู่ได้นั้นหมิ่นเหม่มาก ต้องลุ้นทุกครั้งที่โหวต และวุฒิสภาก็ช่วยอะไรไม่ได้

ไม่มีแม่น้ำห้าสายอีกต่อไปและไม่มีเรือแป๊ะด้วยเช่นกัน ผู้โดยสารหน้าใหม่ต่างไชโยโห่ฮิ้วคึกคักที่ท่าเรือ เพราะรอลงเรือลำนี้มากกว่าห้าปีแล้ว บางคนเก้ๆ กังๆ เพราะหน้าใหม่ บางคนเดินฉลุยกระวีกระวาดเพราะเตรียมตัวมาอย่างดี ที่ท่าเรือ กัปตันเรือคนใหม่ยืนยิ้มเผล่ ต้อนรับผู้โดยสารและลูกเรือ แม้แต่งตัวใหม่เสียเรี่ยมเร้ แต่กัปตันคนนี้ดูหน้าคุ้นๆ อยู่…

วิษณุพูดอย่างตรงไปว่าห้าปีที่ผ่านมามีทั้งสุขและทุกข์ และที่ทำให้ผู้อื่นทุกข์และสุข แต่อย่างน้อยประเทศก็ได้เวลาพักฟื้นจากความบอบช้ำ จะดีหรือไม่ดีอย่างไร วิษณุเห็นว่าให้คนยุคต่อไปเป็นผู้ตัดสินดีกว่า

เรือลำใหม่ซึ่งเป็นลำใหญ่โตมโหฬาร ผู้โดยสารอุ่นหนาฝาคั่งมีหลายพวกหลายกลุ่มน่าจะครึกครื้น แต่ที่สำคัญคือคงไม่มีใครตามใจกัปตันเหมือนที่ลงเรือแป๊ะ ต้องทำตามใจแป๊ะ กัปตันลูกเรือและผู้โดยสารต้องเรียนรู้และประคับประคองตามใจซึ่งกันและกัน มิฉะนั้นจะไปต่อลำบากตอนออกจากท่า เขาว่าเรือยิ่งปริ่มๆ น้ำอยู่ด้วย อาจต้องแล่นไปวิดน้ำไป

ถ้าพูดถึงจุดยืนของนายวิษณุ เครืองาม ก็ชัดเจน เขาเป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญที่ทำงานให้กับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์มาอย่างยาวนาน หนังสือลงเรือแป๊ะ ข้อมูลเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ช่วยประกอบความเข้าใจการเมือง 5 ปีช่วงที่ผ่านมาจากฝั่งคนทำงานความคิดฝั่งรัฐบาล ทำให้เราได้เห็นลีลาท่าทาง และการกำหนดประเด็นต่างๆ ในทางการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และท่ามกลางวิกฤตการเมืองที่ยังไม่สงบลง

อ่านจบแล้ว อดคิดไม่ได้ แอบคิดว่าวิษณุยังมี “ลงเรือแป๊ะ” อีกหนึ่งเวอร์ชั่น ที่ยังเก็บไว้ในใจ เวอร์ชั่นตอนจบนี้น่าจะเขียนและเผยแพร่ได้ หลังจากหมดยุครัฐบาลนี้ หุหุ

บทความก่อนหน้านี้“ซีพีเอฟ” ร่วมงานมหกรรมอาหารและเครื่องดื่มโลก Anuga 2019 “วีแกนลาซานญ่า” ติด 1 ใน 64 สุดยอดนวัตกรรม
บทความถัดไปบ่อนอังกฤษกาหัว ‘โซลชาร์’ เต็ง 2 โดนแมนฯ ยู ไล่ออกแน่