มติสภา 374 : 70 อนุมัติพ.ร.ก.โอนกำลังพล ร.1-ร.11 เป็น พ.ร.บ.
เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 17 ตุลาคม ที่รัฐสภา เกียกกาย ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม ได้มีมติอนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนกำลังพล และงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562 ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ด้วยคะแนนเสียง 374 ไม่เห็นด้วย 70 และงดออกเสียง 2 เสียง เพื่อส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณาอนุมัติหรือไม่ในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ เพื่อให้มีผลบังคับใช้บังคับเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ต่อไป โดยพล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงหลักการ และเหตุผลว่า เพื่อสนับสนุนภารกิจส่วนราชการในพระองค์ในการปฏิบัติหน้าที่ การถวายพระเกียรติและการรักษาความปลอดภัยขององค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ รวมทั้งให้การปฏิบัติภารกิจทั้งปวงตามพระราชอัธยาศัย และตามพระราชประเพณีให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ และเกิดความปลอดภัยสูงสุดจึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงในการที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพ.ร.ก.นี้
ทั้งนี้ ในระหว่างที่ประชุมใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงนั้น นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ลุกขึ้นอภิปรายว่า การตราพ.ร.ก.ถือเป็นการให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจไปพลางก่อนที่จะเสนอให้ฝ่ายนิติบัญญัติพิจารณาว่า จะอนุมัติหรือไม่ เพื่อไม่ให้ฝ่ายบริหารฉวยโอกาส ใช้อำนาจฟุ่มเฟือย และเกินขอบเขต รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ารับหน้าที่เป็นเวลา 3 เดือน ตราพ.ร.ก.ไปแล้ว 2 ฉบับ ซึ่งทั้ง 2 ฉบับนี้มีปัญหาว่า เป็นพ.ร.ก.ที่เข้า 4 เงื่อนไข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 คือ 1.เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ 2.ความปลอดภัยสาธารณะ 3.ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือ 4.ป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะหรือไม่ ซึ่งจากเหตุผลของครม.ที่อ้างเหตุเรื่องความปลอดภัยของประเทศ และยืนยันว่า นี่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งในเรื่องความปลอดภัยของประเทศถูกต้องว่า องค์พระมหากษัตริย์เป็นหลักสำคัญของประเทศ เป็นประมุขของประเทศไทย การถวายความปลอดภัยแด่องค์มหากษัตริย์ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ตรงนี้ไม่น่ามีปัญหา
“แต่ประเด็นที่มีปัญหาอยู่ที่ว่ากรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งคิดว่าเป็นปัญหาในทางรัฐธรรมนูญ เพราะคำว่า ฉุกเฉินคือสิ่งที่เป็นไปปัจจุบันทันด่วนและแก้ไขโดยพลัน และคำว่า จำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ หมายถึงต้องทำทันที ถ้าไม่ทำจะเกิดผลร้ายแรงตามมา และในหมายเหตุท้ายพ.ร.ก.ยืนยันว่า เป็นไปเพื่อสนับสนุนภารกิจส่วนราชการในพระองค์เกี่ยวกับการถวายอารักขา ถวายพระเกียรติ และถวายรักษาความปลอดภัย นี่คือวัตถุประสงค์ของกฏหมาย ดังนั้น ถ้าหากว่าครม.ยืนยันว่าพ.ร.ก.นี้มีความจำเป็นรีบด่วน ครม.จำเป็นต้องแสดงข้อเท็จจริงให้สภาฯทราบว่า ณ วันที่ออกพ.ร.ก.มีเรื่องอะไรที่กระทบต่อการถวายอารักขา การถวายพระเกียรติ แต่ครม.กลับไม่ได้ชี้แจงเลย” นายปิยบุตร กล่าว
นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า สิ่งเหล่านี้มีปัญหากับการใช้อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่คุ้นชินกับการมีอำนาจพิเศษกับอำนาจมาตรา 44 ที่ใช้มา5ปีเศษ ประเภทเปิดปุ๊บติดปั๊บ ตลอด 5 ปีที่ใช้อำนาจมาตรา 44 ออกคำสั่งมามากแล้วเกิดความผิดพลาดและออกมาตรา 44 แก้ไข บางกรณีวันนี้ออกอีกวันเลิก ฉะนั้น ในวันนี้เราเข้าสู่ระบบปกติแล้ว เราใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ท่านไม่มีมาตรา 44 อีกแล้ว ไม่มีมนต์วิเศษ และประเภทที่สั่งอะไรแล้วไม่ขัดรัฐธรรมนูญไม่มีอีกแล้ว นายกฯและครม.ต้องไม่ลืมว่า มีสภาฯแล้ว เขาไม่ใช่ลูกน้อง หรือผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน การใช้อำนาจของครม. จึงต้องเคารพรัฐธรรมนูญ และระมัดระวังรอบคอบกว่าเดิม ไม่ใช่อยากทำอะไรก็ทำ ตนเห็นว่า การตราพ.ร.ก.นี้ เป็นข้อยกเว้นยอมให้อำนาจกับครม. ดังนั้น จึงต้องทำอย่างจำกัดเคร่งครัดตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 กำหนด
“หากเราปล่อยผ่านเรื่องนี้เท่ากับว่า เราสนับสนุนนิสัยการใช้อำนาจของพล.อ.ประยุทธ์ ที่ยืนยันว่าอะไรก็จะใช้อำนาจรวดเร็วเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่เสมอ หากไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้เราจะช่วยให้พล.อ.ประยุทธ์ ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้อำนาจ แต่หากปล่อยผ่านเรื่องนี้จะกลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ผิด นายกฯอยากได้อะไรขี้เกียจรอสภา ไม่อยากชี้แจงต่อสภา ก็ใช้อำนาจตราพ.ร.ก.นานวันเข้าการออกพ.ร.ก.จะกลายเป็นสภาพเป็นมาตรา 44 จำแลง เรื่องนี้จึงจำเป็นต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง การออกพ.ร.ก. 2 ฉบับ เป็นปัญหาพื้นฐานสำคัญของพล.อ.ประยุทธ์ ที่ผ่านมาได้รับการยกเว้นจากรัฐธรรมนูญจนกระทั่งถึงวันนี้ สภาฯจะยินยอมให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นข้อยกเว้นของรัฐธรรมนูญอีกต่อไปหรือ ตนคิดว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นติดกันหลายเรื่องเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ชัดเจน ว่านี่คือการแสดงอาการของโรคพล.อ.ประยุทธ์ คือ โรคไม่แยแสรงรัฐธรรมนูญ” นายปิยบุตร กล่าว
นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร และรัฐธรรมนูญไทยก็รับรองต่อเนื่องเรื่อยมา คือประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐ ประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจประชาธิปไตยผ่านทางรัฐสภา ครม.และศาล พระมหากษัตริย์ไม่ทรงกระทำอะไรผิด พระมหากษัตริย์ไม่ทรงต้องรับผิดชอบ แต่รัฐมนตรีผุ้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ และไม่ใช่แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 3/2562 ในคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ เนื้อหาของคำวินิจฉัยของศาลยืนยันว่า มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง ทรงเป็นกลางทางการเมือง และใช้คำว่า ปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง หนังสือตำราหลายเล่มของนักวิชาการด้านกฏหมายรัฐธรรมนูญซึ่งก็อยู่ในรัฐมนตรีชุดนี้ด้วย ก็เขียนเรื่องนี้เช่นกันว่าระบอบนี้คือพระมหากษัตริย์ทรงปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง รัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ
นายปิยบุตร กล่าวว่า พรรคอนาคตใหม่และตนยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การอภิปรายในวันนี้เป็นไปเพื่อยืนยันอำนาจของสภาฯตามรัฐธรรมนูญตรวจสอบถ่วงดุลกับฝ่ายบริหาร รักษาระบบรัฐสภา ที่สำคัญที่สุดคือการรักษา ปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข การแสดงออกซึ่งความจงรั��กภ��ักดี มิใช่ชี้หน้าด่าคนอื่นว่าไม่จงรักภักดี การแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีไม่ใช่การใช้อำนาจกระทำการใดเพื่อทำให้คนคิดว่าพระมหากษัตริย์เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจ ด้วยเหตุผลที่อภิปรายทั้งหมด เห็นว่าพ.ร.ก.ตราขึ้นโดยไม่เป็นไปตามมาตรา 172 ตนในฐานะส.ส.ไม่สามารถลงมติอนุมัติพ.ร.ก.นี้ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพ.ร.ก.ดังกล่าว มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายตั้งแต่ 1 ตุลาคม โดยมีเนื้อหา 4 มาตรา มีสาระสำคัญ คือ ให้โอนบรรดาอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ตามกฏหมายว่าด้วยการจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวังลลภรักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมประกาศกำหนด ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ ตามกฏหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการในพระองค์

