ชำแหละงบประมาณปี2563 3.2ล้านล้านใช้จ่ายอย่างไร

18.10.19 | 13:00 น.

หมายเหตุ – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงหลักการและเหตุผลในการจัดทำงบประมาณประจำปี 2563 ขณะที่นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายเสนอแนะในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ (เป็นพิเศษ) ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วงเงิน 3,200,000,000,000 บาท มีวัตถุประสงค์ให้งบประมาณแผ่นดินเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนการปฏิรูปประเทศ และนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาลให้ประสบความสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2563 ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก จึงได้กำหนดแนวทางการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่สำคัญ คือ 1.นำยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการปฏิรูปประเทศ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ 2.ดำเนินภารกิจที่สอดคล้องกับนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการให้เกิดผลในปีแรก เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต แก้ไขปัญหาของประชาชน และวางรากฐานการพัฒนาประเทศสู่อนาคต รวมทั้งส่งเสริมกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน

3.ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างศักยภาพ ทางการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การถ่ายโอนภารกิจการจัดบริการสาธารณะระดับท้องถิ่นให้แก่ประชาชนด้านคุณภาพชีวิตดียิ่งขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำทางการคลังระหว่างท้องถิ่น 4.เพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำงบประมาณให้ครอบคลุมทุกแหล่งเงิน โดยให้หน่วยงานรับงบประมาณที่มีเงินนอกงบประมาณหรือเงินสะสมคงเหลือ พิจารณานำเงินดังกล่าวมาใช้ดำเนินภารกิจของหน่วยงานเป็นลำดับแรก ควบคู่ไปกับการชะลอหรือยกเลิกโครงการที่มีความสำคัญในระดับต่ำ เพื่อนำงบประมาณดังกล่าวมาสนับสนุนนโยบายสำคัญหรือที่ความเร่งด่วน

Advertisement

5.ดำเนินการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง
ของรัฐ พ.ศ.2561 รวมทั้งกฎหมาย ระเบียบ และมติ ครม.ที่เกี่ยวข้อง โดยร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วงเงิน 3,200,000 ล้านบาท เป็นการดำเนินนโยบายแบบขาดดุล โดยกำหนดรายได้สุทธิ จำนวน 2,731,000 ล้านบาท และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีก 469,000 ล้านบาท โดยวงเงินงบประมาณดังกล่าวจำแนกเป็นรายจ่ายประจำ จำนวน 2,392,314.4 ล้านบาท หรือร้อยละ 74.8 รายจ่ายลงทุน จำนวน 655,805.7 ล้านบาท หรือร้อยละ 20.5 รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 62,709.5 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.9 และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 89,170.4 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.8 ซึ่งอยู่ภายในกรอบวินัยการเงินการคลัง

นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณอีก 103,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.2 ได้สำรองไว้เพื่อป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ความมั่นคงของรัฐการเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง และภารกิจที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ เป็นต้น

งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 เมื่อจำแนกตามยุทธศาสตร์จำนวน 6 ยุทธศาสตร์ 1 รายการ โดยยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านความมั่นคง รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 428,190.6 ล้านบาท หรือร้อยละ 13.4 เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีความสุข ประเทศชาติมีความมั่นคงโดยมุ่งเน้นการปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ การสร้างความมั่นคงความปลอดภัย และความสงบสุขของประเทศ

มีการจำแนกตามแผนงานคือ 1.การเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ 5,351.9 ล้านบาท 2.การรักษาความสงบภายในประเทศ 34,774.2 ล้านบาท 3.การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 10,865.5 ล้านบาท 4.การจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ 539.2 ล้านบาท 5.การป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษา ผู้ติดยาเสพติด 5,319.1 ล้านบาท 6.การพัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศ และความพร้อมเผชิญภัยคุกคามทุกมิติ 88,718.4 ล้านบาท

7.การพัฒนาระบบการเตรียมพร้อมแห่งชาติและระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ 9,350.5 ล้านบาท 8.การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง 15,324.4 ล้านบาท 9.การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 5,803.1 ล้านบาท 10.การสนับสนุนด้านความมั่นคง 1,574.6 ล้านบาท 11.การดำเนินงานภารกิจพื้นฐาน เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง 56,569.7 ล้านบาทและค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง 194,000 ล้านบาท

ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้ 380,803.1 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.9 เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจมีการขยายตัว อย่างยั่งยืน สมดุลและมีเสถียรภาพ การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล การพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจำแนกตามแผนงาน

ยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ วงเงิน 571,073.8 ล้านบาท หรือร้อยละ 17.8 เพื่อพัฒนาคนไทยในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ และมีสุขภาวะที่ดี การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต

ยุทธศาสตร์ที่ 4 ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย วงเงิน 765,209.4 ล้านบาท หรือร้อยละ 23.9 เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเป็นจำนวนเงิน 118,700.2 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.7 โดยการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจภาคทะเลให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสนับสนุนการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง ปัญหาหมอกควันและไฟป่า

ยุทธศาสตร์ที่ 6 ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้เป็นจำนวน 504,686.3 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.8 เพื่อพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐสมัยใหม่ให้มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส รับผิดชอบและตรวจสอบได้ จำแนกตามแผนงานได้

ทั้งนี้ รายการค่าดำเนินการภาครัฐ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้จำนวน 431,336.6 ล้านบาท หรือร้อยละ 13.5 ของวงเงินงบประมาณ สำหรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ รายจ่ายงบกลาง จำนวน 96,500 ล้านบาท เพื่อสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ การเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง

รัฐบาลเชื่อมั่นว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่นำเสนอแสดงให้เห็นถึงเจตนาของรัฐบาลในการใช้จ่ายงบประมาณ เป็นเครื่องมือสำคัญ เพื่อวางรากฐานในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่สำคัญของประเทศในทุกด้าน บนหลักการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระยะ 20 ปี ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์
หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.)
ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

5 ปีงบประมาณที่ผ่านมา ตั้งแต่รัฐบาล คสช. จัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 5 ฉบับ
ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปี 2562 ซึ่งมีการจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติมอีก 3 ฉบับ มียอดงบประมาณสูงขึ้นทุกปี ซึ่งแม้ว่าจะมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีเพื่อพยายามเพิ่มรายได้ ก็ยังไม่เพียงพอ จนต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลสูงขึ้นทุกปี เช่น ปีงบประมาณ 2561 เพียงปีเดียว สภานิติบัญญัติแห่งชาติเห็นชอบให้รัฐบาลขาดดุลงบประมาณสูงถึง 550,000 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับสองปีงบประมาณในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ยอดเงินงบประมาณ 5 ปีที่ผ่านมาเท่ากับ 14.324 ล้านล้านบาท เงินกู้เพื่อชดเชยส่วนที่ขาดจากรายได้ มียอดรวมสูงถึง 2.246 ล้านล้านบาท แล้วขณะนี้เศรษฐกิจเป็นอย่างไร ทั้งที่ในช่วงที่ผ่านมา 5 ปีถือได้ว่าเป็นช่วงเศรษฐกิจโลกยังแข็งแรง ราคาพลังงานยังไม่สูง แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารประเทศ ก็ยังไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจพัฒนาได้ อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชน รัฐบาล และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล อย่าเข้าใจผิดว่าฝ่ายค้านตีรวน กลั่นแกล้งให้ พ.ร.บ.งบประมาณที่ล่าช้าอยู่แล้วในขณะนี้ เกิดความล่าช้าไปอีก แต่เห็นว่ารัฐบาลควรถอนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 ฉบับนี้ออกไป เพื่อแก้ไขให้เหมาะสม เพราะมีปัญหา ดังนี้

1.งบประมาณนี้ถูกใช้ไปกับภาคส่วนที่ไม่ส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ เช่น การซื้อยุทโธปกรณ์ งบกระทรวงกลาโหมพุ่งทะยานขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนในช่วงรัฐบาล คสช. ปีนี้เพิ่มจากปีที่แล้วถึง 6,000 กว่าล้านบาท ซึ่งไม่ได้สร้างความกินดีอยู่ดีแก่ประชาชน ทั้งที่มีความลำบากอยู่แล้ว แต่กลับ
ทุ่มเงินมหาศาลไปกับด้านกลาโหม ด้านความมั่นคง ซึ่งไม่ได้เป็นความจำเป็นเร่งด่วน

2.งบประมาณขาดความชัดเจนในแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยสภาวะที่รุมเร้าจากสงครามการค้า ทำให้การส่งออกมีปัญหา ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำเรื้อรัง ทำให้ประเทศขาดกำลังซื้อ ค่าเงินบาทที่แข็งตัวเกินความจำเป็น แต่การจัดทำงบประมาณครั้งนี้ยังขาดความชัดเจนในแนวทางการรับมือกับปัญหาสำคัญเหล่านี้ งบประมาณของประเทศเป็นเรื่องใหญ่ จำเป็นต้องขับเคลื่อนอย่างมีทิศทาง

3.งบกลาง ถูกจัดสรรสูงอย่างน่าเป็นห่วง มีสัดส่วนถึง 5.18 แสนล้านบาท มากที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ การนำเงินก้อนใหญ่ไปวางกองไว้ในงบกลาง ทำให้รัฐบาลใช้อัดฉีดแจกฟรีแบบตามอำเภอใจ เปรียบเสมือนเป็นการขอเช็คเปล่าจากประชาชน ซึ่งนำไปสู่การคอร์รัปชั่นเพื่อประโยชน์ของบางกลุ่ม ดังนั้นพรรคฝ่ายค้านจะจับตาดูเป็นพิเศษ

4.งบประมาณถูกใช้แบบเกินตัว ขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง ปีนี้ขาดดุลสูงถึง 4.6 แสนล้านบาท มากที่สุดในประวัติศาสตร์อีกเช่นกัน หากดูจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สามารถตอบได้เลยว่า การใช้เงินอย่างมหาศาลอย่างด้อยประสิทธิภาพ ใช้จ่ายออกไปจำนวนมาก แต่เก็บภาษีได้น้อย จึงขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหาย หากไม่หยุดแนวปฏิบัติเช่นนี้ อีกไม่นานประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ล้มละลายทางการคลัง

5.งบประมาณถูกใช้ไปอย่างมักง่าย นำเงินไปแจกแบบสิ้นคิด โดยไม่ได้ยึดโยงกับการพัฒนาผลิตภาพและการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ เป็นเพียงการยืดปัญหาออกไปในอนาคต ตัวอย่าง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การแจกเงินท่องเที่ยว ชิมช้อปใช้ การแจกเงินปลายปีเพื่อให้ประชาชนไปซื้อของ ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำให้ประเทศพัฒนาผลิตภาพการผลิตได้เลย เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แนวทางที่ถูกต้องคือ ต้องใช้งบประมาณในการสร้างแรงจูงใจ เอื้อให้คนผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ สร้างงาน สร้างอาชีพใหม่ๆ เพิ่มผลิตภาพการผลิตให้ได้

6.งบประมาณถูกใช้ไปแบบกระจุกตัว มุ่งใช้สนับสนุนการเติบโตของกลุ่มที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล

7.งบประมาณถูกใช้ไปแบบผิดฝาผิดตัว นำเงินไปสนับสนุนภาคส่วนที่ไม่มีอนาคต และอุตสาหกรรมดาวร่วง การไปสู่รัฐสวัสดิการด้วยการแจกเงิน ซึ่งไม่ถูกต้อง รัฐสวัสดิการเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ใช่ด้วยการแจกเงินไปวันๆ สวัสดิการที่ดีต้องเป็นสวัสดิการที่สร้างโอกาสให้คนสามารถสร้างเงิน

จากทั้งหมดที่ได้อภิปรายมาข้างต้น 3 เฟืองหลักของประเทศกำลังเป็นปัญหา และเฟืองที่ 4 คือการใช้จ่ายภาครัฐ คืองบประมาณของประเทศ ก็มีปัญหาเช่นกัน จึงขอให้รัฐบาลนำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้กลับไปแก้ไข มิเช่นนั้น คงจะไม่สามารถเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้