สถานีคิดเลขที่ 2 : กระแสร้อนคดีบิลลี่ : สุริวงศ์ เอื้อปฏิภาน

18.10.19 | 13:30 น.

เป็นเครื่องชี้วัดได้เป็นอย่างดีว่า ทั่วทั้งสังคมให้ความหวังอย่างมาก กับการคลี่คลายคดี นายพอละจี หรือ บิลลี่ รักจงเจริญ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย ดังที่เกิดข้อสงสัยอย่างอื้ออึง ในกรณีการโยกย้าย พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร จากรองอธิบดีดีเอสไอ ไปเป็นผู้ตรวจ

กลายเป็นกระแสร้อน ห่วงใยและไม่มั่นใจว่าจะกระทบต่อการสะสางคดี เพื่อนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดหรือไม่

กระหึ่มไปทั่วว่า ลงเอยจะเป็นมวยล้มหรือเปล่า

เล่นเอาผู้เกี่ยวข้องในทุกระดับต้องออกมาชี้แจงกันยกใหญ่ ยืนยันว่าคดีไม่ล้มแน่

ทั้งนี้ จากมติ ครม.เมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา มีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงกระทรวงยุติธรรม 4 ราย ล้วนเป็นระดับรองอธิบดีในกรมต่างๆ ให้ไปดำรงตำแหน่ง
ผู้ตรวจราชการกระทรวง

Advertisement

พอ 1 ใน 4 มีชื่อ พ.ต.ท.กรวัชร์ หัวหอกการสืบสวนสอบสวนคดีบิลลี่ ก็เลยเป็นเรื่อง

แถมการย้ายไปเป็นผู้ตรวจในความเข้าใจของคนทั่วไปคือไปนั่งตบยุง

จนกระทั่ง พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ต้องชี้แจงว่า
พ.ต.ท.กรวัชร์ ได้รับตำแหน่งที่สูงขึ้น จากรองอธิบดี ซี 9 ไปเป็นผู้บริหารระดับสูง ซี 10 ส่วนในเรื่องการทำคดีบิลลี่ก็ไม่มีปัญหา สามารถแต่งตั้งมาเป็นที่ปรึกษาคดีพิเศษได้ ทั้งให้ความมั่นใจว่าคดีนี้ยังคืบหน้าไปตลอด

รวมไปถึงเลขาฯรัฐมนตรียุติธรรม และรองนายกรัฐมนตรี ก็ต้องออกมายืนยันว่า ไม่ใช่การเด้งเข้ากรุ แต่เป็นการให้รางวัลได้ดิบได้ดีขึ้น

แต่ทั้งหมดนี้ เพียงแค่คำชี้แจงคำยืนยันคงไม่เพียงพอ ผลทางคดีที่เป็นจริงจะเป็น
เครื่องพิสูจน์ว่า ที่ย้ายคนทำงานนั้น ย้ายไปได้ดีจริงๆ และการทำคดีไม่กระทบจริงๆ

โดยจะพิสูจน์กันได้เมื่อถึงวันอนุมัติจับกุมผู้กระทำผิด ซึ่งก็ต้องมาดูกันอีกว่าแค่ปลาซิวปลาสร้อย หรือจับกันถึงระดับสูง

ในข้อเท็จจริงอีกด้าน การโยกย้ายระดับรองอธิบดี 4 ราย ไปเป็นผู้ตรวจกระทรวงดังกล่าวนั้น หากตรวจสอบจากประเด็นอาวุโส ก็มีเหตุผล เพราะทั้ง 4 ราย เป็นรองอธิบดีอาวุโสสูง ถึงเวลาต้องขยับขึ้นเป็นซี 10 เพียงแต่เก้าอี้อธิบดียังไม่ว่าง แล้วถ้าหากว่างเมื่อไหร่ ระดับผู้ตรวจดังกล่าว สามารถขยับมาเป็นอธิบดีได้อย่างชอบธรรมในทันที

ประการต่อมา การโยกย้ายยังต้องรอการโปรดเกล้าฯ ระหว่างนี้ พ.ต.ท.กรวัชร์ ก็ยังทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชุดสืบสวนอยู่ โดยทีมงานเดิมก็ยังอยู่กันครบ

รวมทั้ง พ.ต.อ.ไพสิฐ อธิบดีหัวหน้าใหญ่ตัวจริงก็ยังปักหลักสะสางคดี จนคืบหน้าไปตามลำดับ

ที่สำคัญคดีนี้ หลักฐานเด็ดก็คือ ผลการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ยุค พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ เป็นผู้อำนวยการ ยังเร่งสกัดดีเอ็นเอ และตรวจพิสูจน์ชิ้นส่วนต่างๆ อย่างเคร่งเครียด

ความที่เป็นหลักฐานซึ่งถูกอำพรางมาถึง 5 ปี กว่าจะค้นพบ เป็นธรรมดาจะต้องใช้
เวลายาวนานมากขึ้นในการตรวจพิสูจน์

อีกประการนิติวิทยาศาสตร์ยุคนี้ ทำงานจริงจังแบบผู้เชี่ยวชาญ ไม่ชอบโม้โอ้อวด ราว
กับเป็นผู้รอบรู้รูปคดีทั้งหมด ซึ่งยิ่งพูดมากก็ยิ่งเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของ
ผู้ชำนาญเฉพาะทาง

แต่เอาเป็นว่าโดยรวมแล้ว คดียังคืบหน้าไปตามปกติ

เพียงแต่ต้องไม่ลืมว่า ทั่วทั้งสังคมจับตาและฝากความหวังว่า ความเป็นธรรมของกระบวนการกฎหมายจะต้องครอบคลุมถึงผู้คนชาวชาติพันธุ์อย่างเท่าเทียมกัน

ดังนั้นสุดท้ายคดีนี้จะต้องไม่เป็นมวยล้มอย่างเด็ดขาด

สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน