เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม นายยุทธพร อิสรชัย นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เปิดเผยว่า การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 สำหรับการผ่านร่างเพื่อรับหลักการในวาระแรก เชื่อว่า ส.ส.จะยกมือผ่านสูงมาก เพราะ ส.ส.ทุกพรรคต้องการใช้บประมาณเพื่อทำโครงการ ถ้าทุกอย่างลงตัวพูดคุยกันได้ โอกาสผ่านจึงมีสูง นอกจากนั้นยังมีการเช็กชื่อของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลอย่างเข้มข้น และการยกมือของ ส.ส.ที่มีตำแหน่งรัฐมนตรีต้องเกิดขึ้นแน่นอน เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลแพ้โหวต 2 ครั้งจึงมีบทเรียนไม่ให้เกิดซ้ำ หรือถ้าหากมีข้อผิดพลาด นายกรัฐมนตรีต้องประกาศลาออก แต่ยังมี ส.ว. 250 คน โหวตกลับมาเหมือนเดิม ทำให้เรื่องนี้จึงถูกนำไปใช้ต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาลได้ ส่วนการชัตดาวน์งบก็คงไม่เกิดขึ้นเพราะมีกฎหมายเขียนรองรับไว้ชัดเจน ขณะที่พูดถึง ส.ส.กลุ่มงูเห่า เชื่อว่ายังมีความเป็นไปได้ แต่น่าจะเป็นเรื่องรอง เพราะสถานการณ์ของรัฐบาลยังมีความได้เปรียบ แต่อาจจะมีแผนสำรองเตรียมไว้ เพื่อใช้บริการของกลุ่มงูเห่า เพื่อป้องกันความผิดพลาด
นายยุทธพรกล่าวว่า การอภิปรายครั้งนี้เป็นการทำงานยกระดับการทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร หลังจากหลายที่ผ่านมา 6-7 ปี มีการพิจารณาโดยมีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มาจากการแต่งตั้ง และ มีทัศนคติในทางเดียวกันจึงใช้เวลาพิจารณาไม่นาน แต่ไม่ได้ตอบสนองกับความต้องการของประชาชนเท่าที่ควรหรือมีการตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นเมื่อมีสภาที่มาจากการเลือกตั้งที่มีอุดมการณ์ แนวคิดและผลประโยชน์ที่ต่างกันทำให้การพิจารณามีความเข้มข้นมากขึ้น สำหรับฝ่ายค้านที่มีหน้าที่อภิปรายมีการตั้งหลักเกณฑ์การพิจารณาไว้ 5 ประเด็น หากมีการตั้งงบมีการตอบสนองตามที่เสนอไว้ ก็พร้อมจะสนับสนุน สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานที่นำไปสู่ระบบรัฐสภาที่มีเหตุผล และมีหลักธรรมาภิบาลในการตัดสินใจ เรื่องนี้เป็นการยกระดับการทำงานที่น่าพอใจ
“นอกจาก ส.ส.จะมีการตรวจสอบการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้ว ควรดูโครงสร้างของหน่วยงานภาครัฐ ที่ผ่านมาไม่มีใครพูดถึงการปฏิรูประบบราชการอย่างจริงจัง ซึ่งในส่วนนี้จะนำงบประมาณจากผู้กำหนดนโยบาย นำไปสู่การปฏิบัติ ดังนั้นเมื่อไม่สนในเรื่องของโครงสร้างในภาพรวมจากระบบราชการที่เทอะทะ การจัดทำงบแต่ละปีก็จะกำหนดออกมาในลักษณะคล้ายกัน มีงบพัฒนาหรืองบลงทุน น้อยกว่ารายจ่ายประจำที่เป็นค่าตอบแทนเงินเดือนในสัดส่วนที่ห่างกันมาก ดังนั้น หากจะแก้ไขปัญหาจากการจัดสรรงบให้ยั่งยืน ก็ต้องสนใจปรับโครงสร้างของระบบราชการให้เหมาะสม ขณะที่รัฐธรรมนูญมาตรา 142 บัญญัติให้การจัดทำงบต้องชี้ชัดที่มาของรายได้ ประสิทธิผลในการใช้จ่าย ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนการปฏิรูปทุกด้าน แต่การกำหนดไว้แบบนี้ถือว่าเป็นปลายทาง ส่วนต้นทางหากไม่แก้โครงสร้างของระบบราชการอย่างยั่งยืน ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ทำให้การตั้งงบแต่ละปีถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและความคุ้มค่ามาโดยตลอด”

