การเสนอ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เข้าไปเป็น 1 ใน 8 โควตากรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ถือเป็นกระบวนท่าแหลมคมยิ่งในทางการเมือง
1 แสดงให้เห็นว่าพรรคอนาคตใหม่ให้ความสำคัญกับร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท
ขณะเดียวกัน 1 เท่ากับช่วงชิงช่องทางในสถานะแห่งกรรมาธิการวิสามัญผลักดัน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แหวกคำสั่งตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญเข้าไปมีบทบาท
ถึงไม่สามารถแสดงบทบาทในฐานะ “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ก็แสดงบทบาทในฐานะ “กรรมาธิการวิสามัญ”แห่งสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างเต็มที่
กรณีของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จึงร้อนแรงขึ้นมาโดยพลัน
ต้องยอมรับว่าสถานะของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ถูกเฝ้ามองอย่างเป็นพิเศษนับแต่ได้รับเลือกเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เมื่อเดือนมีนาคม 2562 เป็นต้น
เป็นการเฝ้ามองอย่างมีปฏิบัติการเพื่อสกัดขัดขวางมิได้แสดงสำแดงบทบาทในฐานะ ส.ส.
เห็นได้จากการประเคนคดีความเข้าไปมากมาย
เห็นได้จากบทบาทในลักษณะ “เลือกปฏิบัติ” ขณะที่ ส.ส.จำนวน มากถูกร้องเรียนในเรื่องถือครอง”หุ้นสื่อ” แต่ทั้งหมดมีเพียง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เพียงผู้เดียวที่ถูกเสนอให้ยุติบทบาทในฐานะ ส.ส.
เป้าหมายก็คือ ไม่อยากให้ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เข้าสภา
แต่แล้วพรรคอนาคตใหม่ก็ใช้ช่องทางของ”กรรมาธิการ วิสามัญ” ผลักดันเข้าไปได้ในกลางดึกของวันที่ 19 ตุลาคม
ครานี้กกต.จะสกัดขัดขวางได้อย่างไร
บทบาทของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจและกรรมาธิการอีก 7 คนก็คือจะใช้บทบาทของกรรมาธิการบรรลุเป้าหมายในการโยกย้ายงบประมาณจำนวน 95,957 ล้านบาทได้อย่างไร
โดยเป็นจากงบกลาง 3,200 ล้านบาท กลาโหม 2,335 ล้านบาท มหาดไทย 12,825 ล้านบาท
หากสามารถโยกได้แม้ไม่ถึง 95,957 ล้านบาทก็เป็นผลงาน
ผลงานของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจและกรรมาธิการวิสามัญของพรรคอนาคตใหม่ร่วมกับกรรมาธิการคนอื่นๆ
นี่คือเป้าหมายที่ท้าทาย “รัฐบาล” อย่างแหลมคมยิ่ง

