รายงาน : ถอดรหัสโหวตงบ’63 อภิปรายจืดชืด-ยันลงมติ

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการเกี่ยวกับภาพรวมการอภิปราย งบประมาณ 2563 ระหว่างวันที่ 17-19 ตุลาคม 2562 และกรณีพรรคฝ่ายค้านงดออกเสียง ไม่โหวตไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว


สุขุม นวลสกุล
อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยรามคำแหง

บรรยากาศการอภิปรายงบประมาณที่ผ่านมาถือว่าเป็นไปด้วยดี ทำให้ประชาชนคนดูแล้วไม่รู้สึกว่าเหมือนเมื่อก่อน ไม่จุกจิก ให้ความร่วมมือประธานที่ประชุมดี ไม่เล่นเกมในสภาเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ไม่เล่นเกมในสภา

สำหรับการงดออกเสียงของฝ่ายค้าน ที่ผ่านมามักจะคิดกันว่า เมื่อเป็นฝ่ายค้านจะต้องคว่ำ เพราะคิดว่าการเมืองไทยชอบเล่นแบบนี้ แต่น่าจะเป็นเพราะฝ่ายค้านเกรงจะเสียคะแนนเสียง ในการเลือกตั้งซ่อมที่กำลังจะมาถึงหลายครั้ง เพราะถ้าไปขวาง พ.ร.บ.งบประมาณ อาจจะโดนข้อหา เป็นคนทำให้เงินไม่ไปสู่ประชาชน เป็นตัวทำให้เกิดปัญหาเป็นคนทำให้รัฐบาลไม่สามารถทุ่มเงินลงไปให้ประชาชนได้ จึงต้องงดออกเสียงไม่คว่ำ พ.ร.บ.งบประมาณ

อัษฎางค์ ปาณิกบุตร
อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยรามคำแหง

การผ่านร่าง พ.ร.บ.งบครั้งนี้เป็นเรื่องง่ายผิดปกติ หากเปรียบเทียบกับการเมืองที่ผ่านมาเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของสังคมพอควร ในส่วนการอภิปรายเอง พวกที่ชื่นชอบความมันอาจมองว่าจืดชืด ทำไมไม่หวือหวา ทางฝ่ายคนรุ่นใหม่ หรือ ส.ส.หน้าใหม่ก็อาจคิดว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้ว เนื่องจากเป็นครั้งแรกก็ทำด้วยความเรียบง่าย ไม่มีข้อขัดแย้ง แต่ส่วนตัวหากมองโดยใช้หลักวิชาการ รวมทั้งความเป็นไปทางการเมือง การปกครองทั่วโลก เรื่องงบประมาณเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องเจาะลึก

ขอตั้งข้อสังเกตว่า 1.ฝ่ายค้านได้ทำการบ้านละเอียดหรือไม่ ที่บอกว่าได้แบ่งกลุ่มทางยุทธศาสตร์ ดูรายละเอียดทุกเรื่องแล้วจริงหรือไม่ 2.มีติวเตอร์ หรือมีผู้มีประสบการณ์ทางการเมืองมาชี้แนะไหมว่าวิธีการอภิปรายงบประมาณต้องเป็นอย่างไร ส่วนตัวสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่นำคนรุ่นเก่าที่มีประสบการณ์แล้วของพรรคร่วมฝ่ายค้านมาอภิปราย เช่น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่มีประสบการณ์สูงมาก 3.แนวคิดของคนรุ่นใหม่กับเรื่องงบประมาณเป็นกฎหมายปกติหรือ และ 4.ฝ่ายค้านทำการบ้านน้อยไปหรือไม่ เจาะประเด็นไม่ถูกต้อง เพราะ 5 ปีที่ผ่านมามีการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายมาก และไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะเรื่องคอร์รัปชั่นเยอะมาก

จึงเกิดคำถามว่า หรือคนรุ่นใหม่ที่จะทำการเมืองใหม่คิดเท่านี้เหรอ หรือสงวนท่าที หรือคิดว่า พ.ร.บ.งบเป็นกฎหมายธรรมดา หากคิดเช่นนี้ต้องเปลี่ยนทัศนคติใหม่ เรื่องงบประมาณต้องเป็นอันดับหนึ่ง ดังนั้น ต้องดูรายละเอียดแล้วมาตีเป็นประเด็น โดยเฉพาะการคอร์รัปชั่นซึ่งมีอยู่มากมากมาย ไม่แน่ใจกระทั่งว่า ส.ส.รุ่นใหม่เข้าใจวิธีการเสนองบประมาณหรือไม่ อีกทั้งยังเป็นผู้มีวุฒิภาวะสูง สามารถมองออกหรือไม่ว่าภาษีรายได้ของแผ่นดินทั้งหมดที่มาเป็นงบประมาณต้องตอบสนองประชาชน โดยเฉพาะผู้ยากไร้หรือชายขอบมากกว่าคนอื่น เช่น ด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษาอย่างเสมอภาค แต่ไม่เห็นใครกล่าวถึงเลย ส่วนตัวเคยเป็นคณบดีก็ยังต้องเสนองบประมาณ ต้องจัดหมวดหมู่งบประมาณ ฯลฯ

ทั้งสัดส่วนการอภิปรายภาคการเสนอยังแนะน้อยเกินไป อีกทั้งยังเป็นเรื่องนามธรรมหมด ไม่มีใครเจาะเรื่องตำรวจ หรือความไม่เป็นธรรมในสังคมเลย ดังนั้น จึงมองว่าการอภิปรายจืดชืด อย่างน้อยผู้แทนต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับราษฎรที่เลือกคุณเข้ามา ต้องทำให้เห็นว่าผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจะได้รับงบประมาณไปสนับสนุนเท่าไหร่ ด้านภาคเกษตรเองก็ต้องทำให้เขาเห็นภาพว่าพันธุ์ข้าวที่เขาปลูกเป็นอย่างไร ต้องขายได้เท่าไหร่ คุณต้องศึกษาและอภิปรายให้ถูกต้อง

การที่ฝ่ายค้านให้โอกาสรัฐบาลนำข้อเสนอแนะของสภาไปปรับปรุงในวาระสองนั้น เป็นเรื่องไม่ปกติ คุณต้องฟันเสียก่อน เพราะในขั้นสองต้องลงมือทำแล้ว อีกทั้งมีข้อสงสัยว่าถ้าไม่ได้เป็นกรรมาธิการแล้วจะทำอย่างไร อย่าลืมว่ากรรมาธิการวิสามัญส่วนที่เป็นข้าราชการต้องตามรัฐบาล โดยเฉพาะผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ฉะนั้น สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดคือ ส.ส.จำเป็นต้องสร้างความเชื่อใจหรือมั่นใจให้กับราษฎรที่เลือกเข้ามาว่าคุณทำหน้าที่ดีชี้แจงชัดเจน

จากประสบการณ์ส่วนตัวเชื่อว่าคนรุ่นใหม่ทำการบ้านน้อย ไม่เป็นไปอย่างที่กล่าวไว้ จะพูดแล้วไม่ทำไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะเป็นอย่างนักการเมืองโบราณ พูดเก่ง แต่ทำไม่เก่ง คุณต้องทำมากกว่าพูด ฉะนั้น ต้องกลับไปดูว่าควรจะได้ข้อมูลมาอย่างไร เก็บไว้เป็นประสบการณ์การทำงานต่อไปในอนาคตว่าจำเป็นต้องละเอียดแค่ไหน มียุทธศาสตร์เหนือกว่าอีกฝ่ายหรือไม่ สามารถจูงใจให้ประชาชนเชื่อถือได้ไหม

วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ต้องยอมรับว่าสีสันตลอดการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ตลอดระยะเวลา 3 วันที่ผ่านมา เรียบง่าย นิ่งเฉย ไม่มีสีสัน หรือความหวือหวาเท่าที่ควร ผิดจากที่คาดการณ์ไว้เยอะ บรรยากาศทำให้หยุดชะงักเช่นนี้ เนื่องจากก่อนหน้าจะเข้าสู่การอภิปรายงบประมาณมีการเกี่ยวข้องกับพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) บางฉบับ ทำให้
การประเมินสถานการณ์ทางการเมือง หรือเรื่องต่างๆ ในสภาทำให้ถูกตีความไปทางการเมืองนอกสภามากขึ้น นำไปสู่กระแสของความขัดแย้ง โจมตี หรือการสนับสนุนอันหลากหลายด้านความรู้สึกทางการเมือง เชื่อว่าฝ่ายค้านคงประเมินลักษณะดังกล่าวมาแล้ว เพราะจะมีผลไปถึงการอภิปราย พ.ร.บ.งบด้วย

สาระสำคัญหรือสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นคือ การที่ฝ่ายค้านงดออกเสียงมาจากอะไร หากเราใช้นิยามคำพูดของนายสุทิน คลังแสง ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.มหาสารคาม ประธานวิปฝ่ายค้าน มาตีความว่าเห็นอกเห็นใจความรู้สึกพี่น้องประชาชน หากจะไปค้านก็กระไรอยู่ ทั้งนี้ หากฟังเอาความสวยงามทางการเมืองก็ถือว่าใช่ แต่สาระสำคัญมาจากปัจจัยหนึ่งคือความไม่เป็นเอกภาพของพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยมีสัญญาณมาก่อนหน้านี้ว่า พรรคเศรษฐกิจใหม่ของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ จะงดออกเสียงทั้งพรรคก่อนที่จะมีการโหวตจริง นี่ทำให้เห็นว่าพรรคเล็กหรือพรรคที่มีคะแนนเสียงน้อยมีอำนาจต่อรองระหว่างพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน หรือการถูกดูด หรือถูกเข้าไปทำงานร่วมกันกับพรรคร่วมรัฐบาลในอนาคต ล้วนถูกตีความให้เป็นไปได้ทั้งสิ้น

การละไว้ซึ่งการงดออกเสียงก็เป็นไปได้ว่า แม้จะไม่เห็นด้วย แต่ก็เป็นการส่งสัญญาณในเรื่องความเป็นกัลยาณมิตรทางการเมืองในอนาคตที่พร้อมร่วมงานกันได้ อย่างน้อยก็เป็นการรักษามารยาทว่าตนเองไม่คัดค้าน แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนเสียทีเดียว ยังทำให้ถูกตีความว่าเป็นไปได้ทั้งสองฝ่ายที่ยังรักษามารยาททางการเมือง ดูแล้วว่าทิศทางแบบนี้คงไม่ได้เล่นการเมืองแบบฝ่ายค้านไปตลอดแน่ ขณะเดียวกันก็ทำให้พรรคขนาดใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ ต้องประเมินการเมืองแบบใหม่เพื่อให้ภาพออกมาว่าไม่ได้แตกแยกกัน และยังรักษาเอกภาพไว้ได้ ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้เห็นว่าเป็นภาพที่แปลกประหลาดทีเดียว

การที่นางสาวกวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ จ.ชลบุรี โหวตสนับสนุนให้ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบผ่านนั้น เป็นไปได้ว่าอาจไม่มั่นใจอนาคตตัวเองที่มีต่อพรรคสังกัด เป็นไปได้ว่าพร้อมจะย้ายขั้ว ย้ายข้าง แน่นอนว่าเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. แต่อย่างน้อยย่อมมีการพูดคุย หารือในที่ประชุมพรรคก่อนว่ามติพรรคเป็นอย่างไร เรื่องนี้น่าสนใจ ถ้าเป็นอย่างนี้ทิศทางการเมืองในอนาคตพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลอาจมีตัวเลขสมาชิกพรรคที่จะมาร่วมหรือสนับสนุนเกิดขึ้น คิดว่าต่างฝ่ายต่างแก้เกม เพราะความมั่นคงของพรรคร่วมรัฐบาลทีดูแล้วว่าการผ่านกฎหมายฉบับนี้มีแนวโน้มว่าจะอยู่ยาว เมื่ออยู่ยาวแล้ว หากจะเป็นฝ่ายค้านตลอด 4 ปีก็คงไม่สบอารมณ์ที่จะเล่นการเมืองแบบเดิม หรือยึดมั่นในอุดมการณ์ ขณะเดียวกันก็ยังมองถึงอนาคตทางการเมืองของตัวเองด้วย ส่วนความคาดหวังต่อฝ่ายค้านในการแก้ไขชั้นกรรมาธิการคงยาก อาจไม่หวือหวา และอาจจะผ่านไปตามที่คาดการณ์ได้

ตลอดการอภิปรายทั้ง 3 วัน คิดว่าแค่ปรับโหมดรูปแบบเสียง ลดลีลาเนื้อหาลงไปเยอะพอควร แต่ต้องยอมรับว่าฝ่ายค้านทำการบ้านมาได้ดี โดยเฉพาะ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เรียบเรียงคำพูด หาข้อมูล ทำการบ้านมาได้อย่างน่าสนใจ นี่หมายถึงการยกระดับคุณภาพ ส.ส.ที่อภิปราย นักการเมืองแบบนี้จะสามารถช่วยยกระดับคุณภาพหรือวุฒิภาวะการติดตามการเมืองไทยไปในทางที่ดีด้วย

ขณะเดียวกันแม้ว่าสีสันพรรคฝ่ายรัฐบาล เช่น น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ จ.ราชบุรี ก็ยังไม่พ้นพูดจาพาดพิง เปรียบเทียบรัฐบาลปัจจุบันกับรัฐบาลในอดีต แม้ว่าจะปรับโหมดโหลดเสียงก็ไม่แคล้วจะมองว่านี่เป็นการเมืองน้ำเน่าที่พาดพิงถึงผลเสียของรัฐบาลในอดีต และเหตุผลดีๆ ที่จะสนับสนุนก็เฉพาะรัฐบาลตัวเอง

ทั้งหมดนี้เพียงเปลี่ยนลีลามากกว่า แต่เนื้อหายังไม่แคล้วที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งหรือแตกแยกทางการเมืองต่อไป

บทความก่อนหน้านี้เรียงคนมาเป็นข่าว 21 ตุลาคม 2562
บทความถัดไปสถานีคิดที่ 12 : ควันหลงศึกงบประมาณ โดย : ปราปต์ บุนปาน