เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 13 มิ.ย. ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายไพสิฐ อิ่มเจริญกุล ทนายความและผู้แทนกลุ่มกิจการร่วมค้า NVPSKG จำกัด เดินทางเข้ายื่นหนังสือและหลักฐานเอกสารต่อ พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เลขาธิการ ปปง. เพื่อขอให้เพิกถอนการอายัดทรัพย์สิน และสิทธิเรียกร้องการรับค่าเสียหาย ในโครงการออกแบบร่วมก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย เขตควบคุมมลพิษ จ.สมุทรปราการ หรือโครงการโรงบำบัดน้ำเสียคลองด่าน งวดที่ 2 และ 3 รวมเป็นเงินกว่า 4,700 ล้านบาท และ 32 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา ที่กรมควบคุมมลพิษ ต้องชำระให้กลุ่มกิจการร่วมค้าฯ ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด โดยมี ร.ต.อ.ไพรัตน์ เทศพานิช เลขานุการกรม เป็นผู้รับเรื่อง
นายไพสิฐ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ปปง. มีหนังสือถึงกลุ่มกิจการร่วมค้าฯ เพื่อแจ้งอายัดการชำระเงินงวดที่ 2 และ 3 ของกรมควบคุมมลพิษ โดยปปง.อ้างว่า เป็นการดำเนินการตามที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประสานมา โดยกล่าวหาว่าเงินดังกล่าวได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งเข้าลักษณะเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3(5) (15) และ (18) พ.ร.บ.ฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ด้วยการอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่นายวัฒนา อัศวเหม ถูกฟ้องเกี่ยวกับที่ดิน และคำพิพากษาศาลอาญาที่ข้าราชการกรมควบคุมมลพิษถูกฟ้องว่าทุจริต เป็นหลักฐานในการกล่าวหา จึงขอตั้งสังเกตว่าคดีของนายวัฒนามีคำพิพากษาตั้งแต่ปี 2551 แต่เหตุใด ปปง. จึงเพิ่งยกคำพิพากษาดังกล่าวขึ้นมาใช้กล่าวหากิจการร่วมค้าในขณะนี้
นายไพสิฐ กล่าวต่อว่า กิจการร่วมค้าฯ เห็นว่าคำสั่งอายัดทรัพย์สิน และสิทธิเรียกร้องการรับค่าเสียหายของ ปปง. ไม่ชอบธรรม เพราะคำพิพากษาของทั้ง 2 ศาล มีผลผูกพันเฉพาะคู่ความเท่านั้น ไม่ได้สั่งให้คำพิพากษาทั้งสองมีผลผูกพันกิจการร่วมค้าแต่อย่างใด อีกทั้ง ป.ป.ช. ก็เคยมีมติไม่ชี้มูลความผิดบริษัท และกรรมการบริษัทในกิจการร่วมค้าฯ ในกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำการทุจริต โดยชี้ว่าพฤติการณ์ของกิจการร่วมค้าฯ เป็นเรื่องของการต่อสัญญา ซึ่งเป็นเรื่องปกติทางธุรกิจ ทำให้ข้อกล่าวหาตกไป และไม่ถูกดำเนินคดีในกรณีนี้ ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้ ปปง. และผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณาข้อเท็จจริงการถูกยกเลิกสัญญาอย่างไม่เป็นธรรมของกิจการร่วมค้าฯ ซึ่งทำโดยถูกกฎหมาย แต่กลับถูกอ้างว่าเป็นโมฆะจากจากเหตุผลทางการเมืองในช่วงที่เกิดปัญหา โดยมีนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้ทำให้เกิดความเสียหายต่อโครงการ
“คำสั่งอายัดดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องของบริษัท และส่งผลต่อความเชื่อมันของนักลงทุน ทั้งยังอาจส่งผลให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของภาครัฐ จึงเดินทางเข้ายื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม พร้อมปฏิเสธว่ากลุ่มกิจการร่วมค้าไม่ได้ทำกระทำความผิดในการให้การสนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำการทุจริต ตามที่ ปปง. กล่าวหา จึงขอความเป็นธรรมเนื่องจากได้รับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดให้ภาครัฐจ่ายให้กิจการร่วมค้า” นายไพสิฐ กล่าว

