เดินหน้าชน : ทวงศักดิ์ศรีสภา

ถือเป็นความสวยงามของระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา เมื่อเห็นภาพ “พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์” หรือ “บิ๊กแดง” ผู้บัญชาการทหารบก เดินทางมาที่รัฐสภา เข้ามาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็นประธาน

การมาชี้แจงครั้งนี้เกี่ยวกับการบรรยายพิเศษที่สั่นสะท้านการเมือง แม้จะเป็นหัวข้อ “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” แต่เนื้อหานั้นถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงการเมือง พาดพิงถึงนักการเมืองและพรรคการเมืองบางพรรคอย่างปฏิเสธไม่ได้

ในตอนแรกคาดเดาว่า “บิ๊กแดง” คงไม่มีทางมาสภา เพราะได้ส่งชื่อ พล.อ.สุนัย ประภูชะเนย์ ผู้ช่วย ผบ.ทบ.มาชี้แจงแทน

แต่สุดท้าย พล.อ.อภิรัชต์มาปรากฏกายที่สภา โดยให้เหตุผลว่า “ความจริงแล้วตนมีภารกิจตรวจเยี่ยมให้นโยบายกองกำลังสุรสีห์ จังหวัดกาญจนบุรี ถึงช่วงบ่าย แต่เห็นว่าฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพูดจาหารือกัน ซึ่งกองทัพบกให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ตนจึงตัดกำหนดการออกไปแล้วบินกลับมาร่วมประชุม โดยเปลี่ยนเสื้อผ้าในรถ ยืนยันว่าพร้อมที่จะชี้แจงทุกอย่าง”

ที่ผ่านมาแทบไม่เคยมี ผบ.ทบ.คนไหนที่จะกล้าเข้ามาชี้แจงหรือตอบข้อซักถามต่อ กมธ.ชุดใด ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภานั้น ตุลาการ บริหาร และนิติบัญญัติ คือ 3 เสาหลักในระบบ ยิ่งในประเทศที่ระบอบประชาธิปไตยเข้มแข็ง ย่อมถือว่าตำแหน่ง ผบ.เหล่าทัพ หรือกองทัพ เปรียบเช่นหน่วยราชการหนึ่ง ไม่มีอภิสิทธิ์หรือเอกสิทธิ์ใดๆ เมื่อเทียบกับ “นิติบัญญัติ” ถือเป็นเสาหลัก หาก กมธ.หรือสภาเรียกใครมาชี้แจงหรือซักถามข้อสงสัย ย่อมถือเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติและเป็นการเคารพในเสียงของประชาชนด้วย

แต่สำหรับประเทศไทยที่ระบอบประชาธิปไตยไม่เต็มใบ อยู่ภายใต้ปลายกระบอกปืน คาดเดาอนาคตไม่ได้ว่าจะมีรัฐประหารเกิดขึ้นวันใด การที่ “บิ๊กแดง” ให้เกียรติต่อนิติบัญญัติ ไม่ได้ทำตัวข่มว่ามีอำนาจที่เหนือกว่า ย่อมได้รับคำชื่นชม

เช่นเดียวกับ “พล.ท.พงศกร รอดชมภู” ประธาน กมธ.ความมั่นคงฯ ที่กล้าลุกขึ้นมาทวงศักดิ์ศรีของ ส.ส.และสภาผู้แทนฯ ไม่หวั่นเกรงต่ออำนาจแฝง ซึ่งผมเชื่อว่าภายใต้ภาวะการเมืองเช่นนี้ การยืนหยัดต่อหลักการคือการเคารพในศักดิ์ศรีของ ส.ส.ที่ยึดโยงกับประชาชนเช่นกัน

ยิ่งสภาภายใต้ผู้นำ “ชวน หลีกภัย” ประธานรัฐสภา ที่พยายามตอกย้ำความเป็นตัวตน ภายใต้วลี “ผมยึดมั่นในระบบรัฐสภา” อันเป็นพันธกิจ การกระทำย่อมสำคัญกว่าคำพูด ย่อมเป็นบทพิสูจน์ “นายชวน” ว่าได้ยืนหยัดและทวงความศักดิ์สิทธิ์ของสภาให้กลับคืนมาได้เพียงใด

ภายใต้ภาวะบ้านเมืองที่อึมครึม ท่ามกลางกระแสข่าวการรัฐประหาร กระแสข่าว “พล.อ.อภิรัชต์” จะขึ้นมานั่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

แม้ “บิ๊กแดง” ออกมาปฏิเสธว่าด้วยสถานะต่างๆ มันไม่สามารถเป็นไปได้ เพราะ 1.ยังรับราชการอยู่ 2.ยังเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยตำแหน่งอยู่ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญจึงไม่สามารถเป็นไปตามข่าวได้อยู่แล้ว

แต่คำพูดเหล่านี้ก็เคยเปล่งออกมาจากปากนายทหารที่ชื่อ พล.อ.สุจินดา คราประยูร พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ไม่เว้นแม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

สิ่งที่หลงเหลือและเป็นความหวังอยู่ในขณะนี้ คือการทำหน้าที่ของ ส.ส. เพราะพวกคุณมาได้จากเสียงของประชาชน ไม่ว่าผลลัพธ์ของประเทศจะเดินไปทางไหน การทำงานที่ยืนหยัดในหลักการย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักดิ์ศรีของ ส.ส.ว่าไม่ใช่แค่สมการทางคณิตศาสตร์มาต่อยอดให้ใครขึ้นมาสืบทอดอำนาจ

บทความก่อนหน้านี้‘สมศักดิ์’ แถลงชันสูตรศพ”ลันลาเบล”รอบ 2 ชี้ผลตรวจนิติวิทย์ สอดคล้องกับนิติเวชจุฬาฯ
บทความถัดไปมะเร็งเต้านมกับการเสริมหน้าอก โดย พญ.ชัญวลี ศรีสุโข