ถ้ายังจำกันได้ คำว่า “การเปลี่ยนผ่าน” นี้น่าจะฮิตกันมาตั้งแต่ภายหลังวิกฤตการเมือง 2553
ในเดือนมิถุนายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง นายคณิต ณ นคร เป็นประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองตั้งแต่ 12 มีนาคม-19 พฤษภาคม 2553
คณะกรรมการฯชุดอาจารย์คณิตพยายามถอดบทเรียนวิกฤตการณ์จากประเทศต่างๆ ทั่วโลกพบว่า กว่าจะทอดบันไดก้าวลงจาก “ความขัดแย้ง” ทุกที่มี “ระยะเปลี่ยนผ่าน” ที่จะต้องมีการบริหารจัดการ
ถ้าหากไม่ใช้ “ปืน” จี้บังคับ ขู่เข็ญ เพื่อให้การปกครองง่ายขึ้นมีความจำเป็นที่ “ชนชั้นนำ” หรือผู้นำจะต้องมี “ชุดของเหตุผล” ในการอธิบาย
อธิบายความ เพื่อให้เกิดความชอบธรรมในการดำรงอยู่และใช้อำนาจ อธิบายเพื่อให้มั่นใจว่า ปราศจากการท้าทาย
ต่อเมื่ออธิบายกันแล้วไม่ฟัง ยังดิ้นรนต่อสู้ขัดขืน จึงหาทางใช้ “กฎหมาย” เล่นงาน
ต่อเมื่อพูดกันดีๆ แล้วยังไม่หยุดเคลื่อนไหว “กฎหมู่” ปืนผาหน้าไม้ท่อนเหล็กจึงถูกงัดออกมาใช้ !
เป็นการเมืองการปกครองในแบบฉบับที่มีเอกลักษณ์
ระบบความคิดนี้ถูกสืบทอดมายาวนานตั้งแต่รัฐประหาร พ.ศ.2500 ถึงแม้จะดูว่าเป็น “วงจร” ก่อรัฐประหาร-เขียนรัฐธรรมนูญ-เลือกตั้ง-รัฐประหาร-เขียนรัฐธรรมนูญ-เลือกตั้ง ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่ “ชนชั้นนำ” หรือรัฐมีฐานะเป็นผู้หยิบยื่นให้
ประชาชนเป็นผู้รอรับ “การบริจาค” !
ก่อนรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 ชูธงชุมนุมกันว่า ต้อง “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” พากันขัดขวางเลือกตั้ง ปิดหน่วยเลือกตั้ง ทำร้ายคนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สุดท้ายก็แค่เป็น “สะพาน” ให้ทหารก่อรัฐประหาร
ต่อมาคณะรัฐประหารบอกว่า ขอเวลา เป็นระยะเปลี่ยนผ่าน
บางคนอาจนึกว่า “เปลี่ยนผ่าน” จาก “ปืน” ไปสู่ “การใช้ปัญญา” เปลี่ยนผ่านจาก “การใช้กำลัง” ไปสู่ยุคแห่งการใช้เหตุผล
หรือเปลี่ยนผ่านจาก “คณะบุคคลหยิบมือเดียว” ไปสู่ “มติมหาชน”
แท้จริง กลายเป็นเพียง การเปลี่ยนจาก “คนหนึ่ง” ไปยัง “คนหนึ่งซึ่งเป็นคนเดียวกัน”
เปลี่ยนจาก “โลกทัศน์หนึ่ง” ไปยัง “โลกทัศน์เดิม” ที่ต่างกันแค่ คนละเวลา
อาจจะรู้สึกยืดหยุ่น เปิดกว้าง ไม่อึดอัดคับแคบเหมือนแต่ก่อน แต่ก็ต้องอยู่ใน “กรอบความคิดเดิม” และกติกาเดิมๆ พวกเดิม กลุ่มเดิมเท่านั้น ผิดไปจากนั้น “ประชาธิปไตย” สั่นคลอนทันที !
“การเปลี่ยนผ่าน” ไม่มีอยู่จริง !?!!

