“วรวัจน์”โวยสำนักงบฯไม่ร่วมกมธ.
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รองประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 สัดส่วนของพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีที่สำนักงบประมาณไม่ส่งคนมาเป็น กมธ.ว่า ปกติสำนักงบฯจะต้องมาเป็น กมธ. เพราะสำนักงบฯเป็นตัวเชื่อม และเป็นคนดูแลงบประมาณของทุกกระทรวง อีกทั้งยังเป็นผู้รวบรวมข้อมูลของแต่ละกระทรวงเพื่อมานำเสนอเป็นงบประมาณ ว่าอันใดจะเป็นส่วนตัดลดงบประมาณได้ แต่สำนักงบฯไม่ส่งคนเข้ามาและอ้างว่ากลัวมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ส.ส.จะแปรญัตติเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการหรือจำนวนในรายการมิได้ แต่อาจแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจ่าย ซึ่งมิใช่รายจ่ายตามข้อผูกพันอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้น หากสำนักงบฯเห็นว่ามี ส.ส.มีส่วนในการตัดลดงบประมาณ สำนักงบฯสามารถที่จะทักท้วงหรือแจ้งไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้อยู่แล้ว ดังนั้น การที่สำนักงบฯไม่เข้ามาจึงกลัวว่าปัญหาจะเกิดมากกว่า
“เดิมหน้าที่เลขานุการ กมธ.เป็นหน้าที่ของสำนักงบฯ แต่ตอนนี้กลับมาโยนหน้าที่เลขาฯไปให้สภาทำหน้าที่แทน จะทำให้ กมธ.งบไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกเช่นที่เคยเป็น การให้สภาเข้าไปทำหน้าที่ดูแลเรื่องงบ เท่ากับว่าสำนักงบฯต้องการที่จะลดบทบาทตัวเองหรือไม่ การที่สำนักงบฯบอกว่าไม่ต้องการเป็นเลขาฯเพราะหน้าที่เลขาฯมีหน้าที่แค่การขานวาระ มันไม่ใช่ หากเป็นเช่นนี้ก็เป็นการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ เปลี่ยนกติกาใหม่ทั้งหมด อีกหน่อยจะไม่มีคนจากสำนักงบฯมาเป็นพี่เลี้ยงเลย ก็ไม่รู้ว่าจะต้องเกรงใจใคร” นายวรวัจน์กล่าว
ลั่นขอข้อมูลดิจิทัลได้พีดีเอฟ
นายวรวัจน์กล่าวว่า ได้ขอข้อมูลจากสำนักงบฯเป็นไฟล์ดิจิทัล หรือยกตัวอย่างในรูปแบบโปรแกรมเอ็กเซล ที่เป็นโปรแกรมทางด้านตารางคำนวณ หรือที่เรียกว่า เสปรดชีต เพื่อที่จะตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ซึ่งสำนักงบฯได้ตอบตกลง แต่ในภายหลังได้ให้เป็นไฟล์มา แต่กลับกลายเป็นไฟล์พีดีเอฟ ซึ่งไม่ต่างจากการได้เอกสารทั่วไป เพราะไม่สามารถทำอะไรได้เลย และเป็นไฟล์ที่หนักเปล่าๆ เพราะข้อมูลไม่ได้มีแค่ส่วนราชการทุกส่วนที่มาชี้แจง เพราะยังมีจากส่วนต่างๆ เป็นจำนวนมาก อย่างในอดีต ส.ส.ต้องขนกลับกันเป็นคันรถ แต่ทางสำนักงบฯยืนยันว่าให้ได้เพียงเท่านี้ จึงถือว่าสำนักงบฯไม่ได้อำนวยความสะดวกในส่วนนี้เลย กลับมาบอกอีกว่าถ้าเอาไฟล์ดิจิทัลมากลัวจะมีการตัดต่อเปลี่ยนแปลง ถ้าจะมีการตัดต่อ ต่อให้เป็นเอกสารก็สามารถทำได้ เรื่องนี้จึงเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น
“ผมเคยเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เคยกำกับดูแลสำนักงบฯ ผมไม่เคยมีวิธีคิดที่จะทำแบบนี้ เพราะสนับสนุนข้อมูลให้ กมธ.ตลอด ดังนั้น การกระทำเช่นนี้เท่ากับจะยับยั้งระบบการตรวจสอบของ กมธ.งบใช่หรือไม่ ผมได้ทักท้วงเรื่องนี้ไปแล้ว” นายวรวัจน์กล่าว
หวั่นงบเสร็จไม่ทัน27ธ.ค.
นายวรวัจน์กล่าวว่า ที่มีการระบุว่าการพิจารณางบประมาณจะต้องแล้วเสร็จก่อนวันที่ 27 ธันวาคมนั้น ฝ่ายค้านเกรงว่าจะไม่สามารถทำเสร็จได้ทันตามที่กำหนด จึงได้มีการทักท้วงว่ารัฐบาล ไม่เอื้อประโยชน์ต่อการทำงานร่วมกันกับฝ่ายค้าน ทั้งที่ปกติ กมธ.งบจะเป็นการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ทั้งฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อร่วมกันทำประโยชน์ให้กับประชาชน หรือมาช่วยกันตรวจสอบผลประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ถือว่าเป็นจิตสำนึกร่วมกันในการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากล เปิดเผยข้อมูล และแก้ไขสิ่งบกพร่องให้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่มาครั้งนี้เป็นการฉีกธรรมเนียมปฏิบัติ ไม่เอื้อต่อการทำหน้าที่ตรวจสอบงบประมาณ ไม่รู้ว่ารัฐบาลมีส่วนรู้เห็นกับเรื่องที่เกิดขึ้นหรือไม่ และได้แจ้งไปยังนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธาน กมธ.งบ แต่ประธานก็ไม่ได้รับรู้หรือแก้ไขอะไร
จ่อถามพณ.ปมส่งออกติดลบ
นายวรวัจน์กล่าวถึงการเรียกกระทรวงพาณิชย์มาชี้แจง กมธ.งบเป็นกระทรวงแรกว่า กมธ.ต้องการจะสอบถามถึงสาเหตุการส่งออกที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และต้องการดูประสิทธิภาพในการส่งออกว่ามีปัญหาตรงไหน ในขณะที่ค่าเงินบาทแข็งส่งผลให้ส่งออกไม่ได้ กระทรวงพาณิชย์จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างไร หรือที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ช่วยเหลือผู้ส่งออกหรือไม่ หรือเอื้อเฉพาะรายใหญ่หรือไม่ ที่ผ่านมาได้ส่งเสริมการส่งออกไปยังต่างประเทศอย่างไร ได้มีการเปิดตลาดให้กับประเทศหรือไม่ และต้องการทราบว่าประเมินสถานการณ์อย่างไรที่จะดูแลประชาชนในประเทศไม่ให้ลำบาก และควรจัดสรรงบประมาณให้เกิดประโยชน์สร้างรายได้ให้กับประชาชน เพราะประชาชนจะได้เสียภาษีคืนให้กับรัฐ ไม่ใช่อย่างที่กระทรวงการคลัง ที่ออกมาบอกว่าจะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการจัดเก็บภาษี ในขณะที่ประชาชนกำลังจะตายแต่กลับมาโดนรีดไถ
“นอกจากนี้ กมธ.อยากรู้ว่าที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ทำอะไรไปบ้าง และในปีนี้มีแผนงานอะไรใหม่หรือไม่ การทำงบประมาณที่ผ่านมา มาจากรัฐบาล คสช. กระทรวงพาณิชย์ หรือพรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำอะไรหรือไม่ อะไรจำเป็นที่จะต้องแปรญัญัติเพิ่มมากขึ้น ทำอย่างไรให้การส่งออกเพิ่มมากขึ้น ทำอย่างไรให้ประเทศชาติเดินหน้า ประชาชนอยู่ดีกินดี นี่คือสิ่งที่จะถามกระทรวงพาณิชย์” นายวรวัจน์กล่าว

