ความร้อนรุ่มอันสุมอยู่ในหัวอกไม่ว่าของ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ไม่ว่าของ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ไม่ว่าของ นายวิรัช รัตนเศรษฐ อันล้วนคือขุนพลระดับแถวหน้าทั้งสิ้น
เนื่องแต่มติของพรรคประชาธิปัตย์ดัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้น แท่นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ก็เนื่องจาก”กรรมใดใครก่อ”ของพรรคพลังประชารัฐโดยแท้
หากเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พรรคพลังประชารัฐไม่ไปยอมรับ”เงื่อนไข” อันเสนอมาของพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะยินยอมเข้าร่วมรัฐบาลหากพรรคพลังประชารัฐยอมรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เมื่อพรรคพลังประชารัฐยอมรับ 52 ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์จึงยินยอมขานชื่อ พล.อประยุทธ์ จันทร์โอชา
ใครทำอะไรไว้ก็ต้องรับกรรมที่ก่อ อย่าไปโทษใครเลย
สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์กระทำอยู่ในขณะนี้จึงไม่มีอะไรสลับซับซ้อนเป็นการกระทำไปตาม”เงื่อนไข”อันเป็นความตกลงร่วมซึ่งมีเส้นตายอยู่ ที่วันที่ 5 มิถุนายน
ยิ่งกว่านั้น เมื่อมีการแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังเป็นโยบายของรัฐบาล
ทั้งยังเป็นนโยบายอย่างชนิด “เร่งด่วน”อีกด้วย
การเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์จึงไม่เพียงกระทำตามนโย บายของตน หากที่สำคัญเป็นอย่างมากยังกระทำตามนโยบายในลักษ ณะ “เร่งด่วน”ของรัฐบาลอีกด้วย
หากพรรคพลังประชารัฐต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างจริงใจเหตุใดจะต้อง # อยู่ไม่เป็น(สุข)กระทั่งต้องสกัดขัดขวางการเข้ามาของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อีกด้วย
นี่เท่ากับพรรคพลังประชารัฐต้องการ”ป่วน”นโยบายของรัฐบาล
ปมเงื่อนอยู่ตรงที่สังคมค่อนข้างเชื่อว่าหากมอบบทบาทให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ความเป็นไปได้ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมีมาก กว่าการมอบบทบาทให้กับคนซึ่งมาจากพรรคพลังประชารัฐ
เพราะพรรคพลังประชารัฐไม่เคยแสดงความต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ตรงกันข้าม พรรคประชาธิปัตย์แสดงความต้องการอย่างแน่ชัดไม่ว่าก่อนเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ว่าภายหลังเข้าร่วมรัฐบาล กระทั่งเสนอชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้เป็นกองหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
นี่คือจุดเด่นของพรรคประชาธิปัตย์ที่เหนือกว่าพรรคพลังประชารัฐ

