การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งทางสภากำลังจะพิจารณาญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และมีข่าวว่าอาจจะดึง ส.ว.ไปร่วมเป็นกรรมาธิการด้วย ปรากฏว่า สมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว. ไม่เห็นด้วย โดยระบุเหตุผลต่างๆ อาทิ ไม่ใช่ความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ แต่เป็นความต้องการของนักการเมืองบางกลุ่ม เลือกตั้งมา 6 เดือน ยังไม่มีประเด็นใดจากรัฐธรรมนูญเป็นอุปสรรคของประเทศ คนที่อยากแก้ส่วนใหญ่เป็นพวกดัดจริตทางการเมือง พร้อมกับเสนอว่า เรื่องนี้ ควรหารือกันในที่ประชุมร่วมรัฐสภาไม่ใช่เกิดจากสภาผู้แทนฯฝ่ายเดียวแล้วดึง ส.ว.ไปเป็นกรรมาธิการ ฯลฯ
รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ยกร่างโดย คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. แม้ว่าหลังจากยกร่างเสร็จ ได้ผ่านประชามติเมื่อปี 2559 แต่ระหว่างนั้น ประเทศยังอยู่ภายใต้รัฐบาล คสช. ซึ่งจำกัดสิทธิเสรีภาพหลายประการและยังบังคับใช้กฎหมายพิเศษ ที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงเป็นที่วิจารณ์มาตลอดว่าไม่มีความชอบธรรม ไม่ยึดโยงประชาชน ต่างจากรัฐธรรมนูญที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นประชาธิปไตย อาทิ รัฐธรรมนูญ 2517 ที่มาจากสภานิติบัญญัติ ซึ่งคัดเลือกจากสมัชชาแห่งชาติ รัฐธรรมนูญ 2540 ที่มาจากสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 และกฎหมายลูกมีบทบัญญัติที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหลายเรื่อง 1 ในนั้น คือบทเฉพาะกาลที่กำหนดให้มี ส.ว.จากการแต่งตั้ง 250 คน จำนวนหนึ่ง มาจากข้าราชการโดยตำแหน่ง ซึ่งขัดกับหลักการแบ่งแยกอำนาจ การให้ ส.ว. 250 คนเข้ามาลงมติกำหนดนายกรัฐมนตรี ร่วมกับสภาผู้แทนฯ นอกจากนี้ ยังกำหนดวิธีการเลือกตั้ง วิธีนับคะแนน ที่ทำให้พรรคที่ประชาชนเลือกเข้ามาจำนวนมาก ไม่ได้โอกาสเป็นรัฐบาล ส.ส.บัญชีรายชื่อหลายคนได้คะแนนเสียงไม่ถึงเกณฑ์คะแนนเฉลี่ย
เนื้อหาเหล่านี้เป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชน จึงเป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนฯ อันเป็นองค์กรอำนาจนิติบัญญัติ มีหน้าที่เกี่ยวกับกฎหมาย ต้องปรึกษาหารือกันอย่างจริงจังว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาเช่นนี้ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญมาศึกษาพิจารณา จึงมีความชอบธรรม ทุกฝ่ายควรให้ความร่วมมือ มิใช่ขัดขวาง เพียงเพราะตนเองได้ประโยชน์จากระบบแต่งตั้ง และควรเร่งดำเนินการหากพบว่า บทบัญญัติเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการก้าวไปข้างหน้าของประเทศชาติ

