ปัญหาอันเกี่ยวกับตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแก้ ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2562 มีความร้อนแรงอยู่แล้ว ปัญหาหงุดหงิดต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมยิ่งมากด้วยความละเอียดอ่อน
เป็นความละเอียดอ่อนเนื่องจาก”ภายใน”พรรคพลังประชารัฐยังไม่สามารถหาจุดลงตัวที่เหมาะสม
เป็นความละเอียดอ่อนอันทำให้เกิดการปะทะและขัดแย้งระหว่าง 1 พรรคพลังประชารัฐกับพรรคประชาธิปัตย์ และระหว่าง 1 พรรคพลังประชารัฐกับพรรคภูมิใจไทย
เช่นนี้เอง “กลุ่มนักชน” อันเป็นการผนึกพลังระหว่าง พรรคพลังท้องถิ่น พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย พรรคประชาธรรม พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน จึงได้ประกาศตัว
เป็นการประกาศตัวท่ามกลางฝุ่นตลบภายในรัฐบาล
น่าสนใจว่าทำไมพรรคพลังประชารัฐยืนกรานว่าจะต้องยึดกุมตำแหน่ง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาวิธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ให้จงได้
ไม่ยอมให้เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ยอมให้ไปอยู่ในมือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นอันขาด
น่าสนใจว่าทำไมพรรคพลังประชารัฐจึงบงการให้มีการเคลื่อนไหวผ่านเครือข่ายอันเป็นลูกแหล่งตีนมือให้ทวงคืนโควตากระทรวงคมนาคม
ไม่ยอมให้อยู่ในมือของพรรคภูมิใจไทย ไม่ยอมให้เป็นของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ
ทั้งๆที่รู้ว่าอาจต้องปะทะกับ 2 พรรคการเมืองใหญ่
นั่นก็คือ 53 ส.ส.จากพรรคประชาธิปัตย์ นั่นก็คือ 52 ส.ส.จากพรรคภูมิใจไทย
จำเป็นต้องยอมรับว่านามของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้นทรงความหมายและมีความอ่อนไหวกับพรรคพลังประชารัฐ
ไม่เพียงเพราะเคยปฏิเสธ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หากที่สำคัญเป็นอย่างมาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังคงอยู่ในฐานะแคนดิเดต “นายกรัฐมนตรี”
เช่นเดียวกับกรณีของพรรคภูมิใจไทยเป้าหมายอย่างแท้จริงมิใช่ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ หากแต่เป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งก็ดำรงอยู่ในจุดเดียวกันกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เพราะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็คือ แคนดิเดต”นายกรัฐมนตรี”

