‘บิ๊กตู่’ ยัน รบ.หนุนสตาร์ตอัพเต็มที่ ตั้งเป้าโต 3 หมื่นล้าน สร้างงานเพิ่ม 1.5 หมื่นอัตรา

15.11.19 | 18:19 น.

‘บิ๊กตู่’ ตั้งเป้าธุรกิจสตาร์ตอัพโต 3 หมื่นล้าน สร้างงานเพิ่ม 1.5 หมื่นอัตรา ยัน รบ.หนุนเต็มที่

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 15 พฤศจิกายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) กล่าวระหว่างร่วมพูดคุยกับตัวแทน Startup ในรายงาน Government Weekly ผ่านทางเฟซบุ๊ก “ไทยคู่ฟ้า” ตอนหนึ่งว่า เศรษฐกิจไทยต้องเร่งรัดการเจริญเติบโตให้เป็นในลักษณะการก้าวกระโดดเราต้องกระโจนหรือทะยานไปข้างหน้าไปสู่โลกภายนอก สิ่งสำคัญคือการสร้างนวัตกรรมใหม่ ด้วยการลงทุนทางด้านความคิด สติปัญญา เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจออกมา แม้จะเป็นธุรกิจขนาดเล็กแต่ก็สามารถที่จะขยายไปสู่การลงทุนหรือธุรกิจขนาดใหญ่ในอนาคต รัฐบาลดำเนินการเพื่อสนับสนุนธุรกิจสตาร์ตอัพมาประมาณ 3 ปีแล้ว โดยปีแรก 2559 เริ่มต้นประมาณ 200 ราย จนมาถึงปี 2561 เพิ่มมาเป็น 1,500 ราย ซึ่งรัฐบาลโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ก็ได้เข้าไปสนับสนุนและดูแล ซึ่งปัจจุบันมีอยู่อีก 8,500 ราย ที่รอจดทะเบียนแสดงว่าเรามีคู่แข่งขันที่มากขึ้น ซึ่งถ้าสามารถจดทะเบียนและรับรองได้ทั้งหมดก็จะสามารถสร้างงานได้อีกประมาณ 15,000 อัตรา ซึ่งจะมีเงินลงทุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอีกประมาณ 35,000 ล้านบาท รัฐบาลจึงเร่งสนับสนุนในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบ การสร้างการรับรู้ การบ่มเพาะ การอำนวยความสะดวกและขจัดอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้ทุกคนมีความเข้าใจที่ตรงกันและเดินไปข้างหน้าอย่างพร้อมกัน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัพภาครัฐและภาคธุรกิจ เอสเอ็มอีเดินไปด้วยกัน รัฐบาลยินดีสนับสนุนในทุกๆ ด้าน อีกทั้งสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีป้า ก็ได้ช่วยกันคิดและเสนอแนะ ทั้งนี้ จำเป็นจะต้องระดมเงินลงทุนซึ่งลำพังภาครัฐเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ วันนี้ภาคเอกชนก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐวิสาหกิจ จัดตั้งเป็นบริษัทเพื่อระดมเงินทุนและขยายตัวไปยังต่างประเทศ วันนี้เราต้องเร่งปรับตัวให้ทัน ปัจจุบันมีเงินลงทุนในธุรกิจดังกล่าวแล้วประมาณ 515 ล้านบาท เรามีการพัฒนาธุรกิจสตาร์ตอัพในหลายระดับ ระดับเอ มีมูลค่าธุรกิจอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาท ระดับดี มูลค่า 200 ล้านบาท ซึ่งเราจะต้องมีการพัฒนาธุรกิจให้มีมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้นไปสู่ธุรกิจขนาดใหญ่ถึงต่างประเทศหรือที่เรียกว่ายูนิคอร์น

“ในการทำธุรกิจสตาร์ตอัพรัฐบาลก็ได้ช่วยกันพิจารณามีการแก้ไขกฎระเบียบในหลายๆ ด้าน ซึ่งรัฐสามารถใช้เงินของทุกหน่วยงานทุกกระทรวงมาวิจัยพัฒนาในหน่วยงานของตัวเองได้ร้อยละ 30% ซึ่งรัฐบาลยินดีที่จะสนับสนุนผลงานวิจัยผลงานของกลุ่มสตาร์ตอัพต่างๆ ของคนรุ่นใหม่และสิ่งที่รัฐบาลสามารถที่จะสนับสนุนให้ดีขึ้นหรือการเป็นรัฐบาลที่เรียกว่า G-Goverment นั้นก็เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงภาครัฐโดยสะดวก อย่างระบบการรักษาแพทย์ทางไกล การสั่งจ่ายยาด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบการยื่นขอภาษีหรือการให้บริการระบบข้อมูลกับประชาชน เราต้องให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ถ้าประชาชนรู้กระบวนการการบริหารภาครัฐกฎระเบียบของส่วนราชการทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น ไม่เช่นนั้นหากปล่อยให้ต่างคนต่างคิดก็เป็นเรื่องยาก สุดท้ายพอมาเจอกันปัญหาจะเยอะ ถ้าช่วยกันคิดตั้งแต่ต้นก็จะลดปัญหาอุปสรรคลงได้ดีกว่ามาแก้ภายหลัง” นายกรัฐมนตรีกล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เป้าหมายของรัฐบาลต้องการให้มีการพัฒนาธุรกิจสตาร์ตอัพเติบโตได้ถึง 30,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 1 ของงบประมาณภาครัฐ ซึ่งกระบวนการการจัดซื้อจัดจ้างได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาวิธีการที่จะทำให้การจัดซื้อจัดจ้างและธุรกิจ นวัตกรรมใหม่ๆ มีความสะดวกและง่ายขึ้น อีกทั้งไปหาวิธีการมาว่าทำอย่างไรธุรกิจสตาร์ตอัพจะมีการแข่งขันกันมากขึ้น เพราะยิ่งมีการแข่งขันธุรกิจก็ยิ่งดีขึ้น ประชาชนจะได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ ในเรื่องของกฎหมายกฎระเบียบไม่ว่าจะเป็นกฎหมายแพ่ง พาณิชย์ และกฎหมายในการลดอุปสรรคในการทำธุรกิจสตาร์ตอัพก็ต้องมีการปรับทั้งหมด เนื่องจากกฎหมายบางฉบับออกมาหลายปีแล้ว วันนี้โลกเปลี่ยนจึงต้องมาหาวิธีการสร้างแรงจูงใจและการดึงดูดให้คนมาลงทุน ซึ่งขณะนี้กระทรวงพาณิชย์และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังเร่งดำเนินการอยู่ เรื่องของกฎหมายเพื่อที่จะได้เดินหน้าไปพร้อมกัน ทั้งนี้ ขอให้นักธุรกิจสตาร์ตอัพได้ไปศึกษาและเพิ่มขีดการแข่งขันในธุรกิจในตลาดที่ยังไม่มีการแข่งขันสูงหรือบลู โอเชี่ยน สร้างสินค้าที่มีคุณภาพและคุณค่า เพราะทุกวันนี้คนส่วนใหญ่รับความสะดวกสบาย การอำนวยความสะดวก

Advertisement