กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 ให้สมาชิกภาพของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง ตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเป็นวันที่ศาลได้สั่งให้นายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะศาลเชื่อว่านายธนาธรยังคงถือครองหุ้นสื่อในวันที่สมัครรับเลือกตั้งนั้น ถือเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย
ผลจากคำวินิจฉัยดังกล่าวก่อเกิดผลกระทบทางการเมือง 2 ประการใหญ่ๆ ตามมา
ประการแรก เป็นผลกระทบต่อการปฏิบัติการของพรรคฝ่ายค้าน แม้ว่าดูเหมือนว่านายธนาธรจะไม่มีส่วนอะไรกับการเมืองในสภา แต่ผลจากคำตัดสินดังกล่าวย่อมเขย่าขวัญพรรคฝ่ายค้านไม่มากก็น้อย
แม้นายธนาธรจะออกมาประกาศ “ยอมติดคุก” และ “ไม่ขอเลียบู๊ตทหาร” แต่ในทางกลับกันอาการดังกล่าวก็ตอกย้ำว่าผลจากคำวินิจฉัยดังกล่าวมีผลกระทบ
ในด้านกฎหมาย หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว กกต.ได้นัดประชุมเพื่อขยายผลเอาผิด
เอาผิดตามมาตรา 151 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.พ.ศ.2561 ระบุไว้ว่า “ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทําหนังสือยินยอม ให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี”
แม้ที่ผ่านมาความผิดที่เกิดขึ้นจะ “เจาะจงเฉพาะตัว” แต่เมื่อมองไปข้างหน้า พบว่านายธนาธร และพรรคอนาคตใหม่ยังมีเรื่องที่ต้องชี้แจงต่อองค์กรอิสระอีกหลายคำร้อง
ล่าสุดคือคำร้องเรื่องที่นายธนาธรให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงิน ซึ่งล่าสุด กกต.ได้เรียกหลักฐานไปดู
คำร้องต่างๆ เหล่านี้ย่อมมีผลต่อนายธนาธรและพรรคอนาคตใหม่
และในฐานะที่พรรคอนาคตใหม่ถือเป็นพรรคใหญ่พรรคหนึ่งในฝ่ายค้าน
ผลกระทบต่อพรรคร่วมฝ่ายค้านจึงเกิดขึ้นไม่มากก็น้อย
ประการที่สอง เป็นผลกระทบข้างเคียง ถือเป็นผลกระทบนอกสภาที่เกิดขึ้นหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย
สังเกตจากข้อความของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ที่โพสต์ลงออนไลน์
“ท่อนคำวินิจฉัยที่น่ากลัวที่สุดคือ ‘หากยังมีสถานะเป็นบริษัทที่จดแจ้งว่าทำสื่อ แม้ปัจจุบันไม่ทำสื่อ ก็มีโอกาสทำได้ ก็ถือเป็นสื่อ’
“ดังนั้น อีกกว่า 60 ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ที่มีบริษัทที่แม้ไม่ได้ทำสื่อ แต่ในหนังสือจดบริคณห์สนธิระบุว่าสามารถทำสื่อได้ จะถูกบรรทัดฐานนี้ในการวินิจฉัยแบบเดียวกันหรือไม่ ฤดูหนาวกำลังมาเยือน WINTER IS COMING”
ข้อความดังกล่าวไปสะกิดให้ความทรงจำเมื่อครั้งที่ความเห็นต่างเรื่อง “ถือหุ้นสื่อ” เกิดขึ้นใหม่ๆ เพราะคำตัดสินที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วมีการตีความผลจากการถือหุ้นสื่อแตกต่างกัน
ทั้งบทบาทหน้าที่ของผู้ที่ถือหุ้นสื่อนั้น ทั้งสื่อที่ปิดกิจกรรมไปแล้ว ทั้งสื่อที่ไม่ได้เป็นสิ่งพิมพ์หรือเกี่ยวกับข่าวสาร
คราวนั้น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ บอกว่าคำตัดสินอาจจะแตกต่างกันได้
แต่สำหรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งถือว่าผูกพันทุกองค์กรนั้น ข้อสังเกตของนายสมชัยจึงมีผลกระทบ
ผลกระทบดังกล่าวอาจจะเกิดขึ้นต่อคดีโดยตรง
หรือไม่ได้เกิดกับคดี แต่เกิดกับความรู้สึกของสังคม
ถือเป็นผลข้างเคียงทางการเมือง
สําหรับรัฐบาลนั้น เมื่อกาลเวลาล่วงเลยมาถึงบัดนี้ ต้องยอมรับว่าเกมในสภา พรรคร่วมรัฐบาลสามารถกุมสภาพได้
แม้พรรคฝ่ายค้านจะมีลีลาการรุก ทั้งจากคณะกรรมาธิการ ทั้งจากการใช้อำนาจของสภา แต่สุดท้ายรัฐบาลก็ยังอยู่ได้
ปัญหาของรัฐบาลจึงมิใช่เกิดขึ้นจากสภา หากแต่เป็นความท้าทายในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ซึ่งเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีก็ทราบดี และส่งสัญญาณไปยัง ครม.เศรษฐกิจว่าควรปรับปรุงการทำงาน
ขณะที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ได้ดูแลงานเศรษฐกิจทั้งหมดของรัฐบาลแล้ว แต่ได้วางยุทธศาสตร์ในส่วนที่รับผิดชอบด้วยความหวังจะดึงทุนไทยและทุนนอกเข้ามาลงทุนในไทยในปี 2563
การติดต่อกับจีน และเยือนฮ่องกง การบูมพื้นที่อีอีซี การผลักดันให้ 5 จีเกิดขึ้นในไทยตามกำหนดการปีหน้า
การตะลุยโครงสร้างพื้นฐาน และอื่นๆ ก็เพื่อดึงดูดใจให้นักลงทุนมองเห็น
หากการลงทุนเพิ่มเม็ดเงินให้กับประเทศ เท่ากับเพิ่มแรงดันการเติบโตเศรษฐกิจไทยด้วยเครื่องยนต์การลงทุน ที่อาจจะไปชดเชยเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวอื่น เช่น การส่งออกได้
ขณะที่งบประมาณปี 2563 ที่คาดว่าจะใช้ได้ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าจะช่วยเสริมกำลังเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน
ถ้ารัฐบาลทำได้ สามารถทำให้คนไทยมั่งคั่งมากขึ้น เส้นทางสู่เป้าหมายคือ “อยู่ยาว” ย่อมมองเห็นเป็น รูปธรรม
ส่วนพรรคอนาคตใหม่ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีนายธนาธรถือหุ้นสื่อ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือมีผู้แสดงความรู้สึกเห็นใจนายธนาธรเป็นจำนวนมาก
เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีของ นายทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทยเดิมแล้ว
ความรู้สึกของสังคมที่มีต่อผลคดีแตกต่างกัน
นี่อาจเป็นเพราะ ก่อนหน้านี้นายทักษิณต้องคดี พรรคไทยรักไทยต้องยุบพรรค พรรคพลังประชาชนต้องยุบพรรค รัฐบาลทักษิณถูกปฏิวัติ รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกปฏิวัติ
ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามฝ่ายทหารต้องพบกับชะตากรรม
เมื่อกาลเวลาล่วงมาถึงนายธนาธร และพรรคอนาคตใหม่ ความเห็นใจจึงเกิดขึ้น
กระแสจากโลกโซเชียลสามารถสัมผัสได้
ผลกระทบเช่นนี้เป็นผลข้างเคียงทางการเมืองที่ต้องเฝ้ามอง
ผลข้างเคียงทางการเมืองเช่นนี้มีสายใยโยงไปกับการเมืองในสภา มีความเกี่ยวข้องกับอารมณ์ของสังคม
สังคมที่มีประชาชนหลากหลายภาคส่วน มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน
แม้รัฐบาลดูเหมือนจะควบคุมการเมืองในสภาได้แล้ว แต่หากควบคุมผลข้างเคียงทางการเมืองไม่ได้ โอกาสที่จะเหน็ดเหนื่อยย่อมมีมากกว่าอยู่สบาย

