หน้าแรก การเมือง เกษตรกร-เอกชน...

เกษตรกร-เอกชน บุกทำเนียบ คัดค้านมติแบน 3 สาร ชี้ มติ กก.ไร้ข้อมูลวิทยาศาสตร์รองรับ (คลิป)

26.11.19 | 11:24 น.

เกษตรกร-เอกชน บุกทำเนียบ ย้ำจุดยืนคัดค้านมติแบน 3 สาร


ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร สมาคมอารักขาพืชไทย พร้อมเกษตรกรเข้ายื่นหนังสือต่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทวงสิทธิประชาพิจารณ์ จากผลที่มีเสียงส่วนใหญ่คัดค้านการแบน 3 สารเคมีเกษตร โดยมีใจความดังต่อไปนี้​

ตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ให้ยกเลิกการใช้พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ในภาคเกษตร โดยให้มีผลบังคับใช้วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไปนั้น สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร สมาคมอารักพืชไทย และสมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย ซึ่งมีสมาชิกเป็นเกษตรกร นักวิชาการ และผู้ประกอบการทั่วประเทศ ขอคัดค้านการยกเลิกการใช้สารทั้ง 3 ชนิด ด้วยเหตุผลสำคัญดังต่อไปนี้

ผู้สื่อข่าวกล่าวต่อว่า 1.การลงมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 มิได้มีการพิจารณาข้อมูลหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใหม่ และมิได้มีการพิจารณาถึงผลกระทบต่อเกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศแต่อย่างใด 2.ผลการรับฟังความเห็นจากประชาชนต่อร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 สิ้นสุดการรับฟังเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 มีผู้ไม่เห็นด้วยต่อการยกเลิกการใช้สารทั้ง 3 ชนิดถึงมากกว่า 70% 3.จนถึงขณะนี้ คณะกรรมการวัตถุอันตราย กระทรวงเกษตร กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ยังมิได้มีมาตรการรองรับผลกระทบจากการยกเลิกต่อเกษตรกร อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร และตลอดจนผู้บริโภค ที่จะได้รับผลกระทบอย่างหนักแต่อย่างใด

Advertisement

4.การยกเลิกการใช้สารทั้ง 3 ชนิดอย่างเร่งรีบและไม่มีมาตรการรองรับขัดต่อรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ.2560 มาตรา 73 เนื่องจากการยกเลิกส่งผลกระทบทำให้เกษตรกรจำนวนมากกว่า 2 ล้านครัวเรือน ไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ จากการที่ผลผลิตในประเทศลดลง 20-30% ในขณะที่ต้นทุนเกษตรกรเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน
5.การยกเลิกการใช้สารทั้ง 3 ชนิดอย่างเร่งรีบและไม่มีมาตรการรองรับ ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ ที่นอกจากจะประสบภาวะขาดแคลนวัตถุดิบจากการที่ผลผลิตในประเทศลดลงแล้ว ยังไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เนื่องจากเงื่อนไขในประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 387 พ.ศ.2560 อันจะนำไปสู่วิกฤตการขาดแคลนอาหารทั้งในประเทศ และเพื่อการส่งออก สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1.7 ล้านล้านบาท และการจ้างงานในอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารจำนวนกว่า 12 ล้านคน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขผลกระทบดังกล่าวข้างต้น สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร สมาคมอารักพืชไทย และสมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการดังต่อไปนี้ 1.ยุติการยกเลิกสารทั้ง 3 ชนิด จนกว่าจะมีผลการศึกษาทบทวนข้อมูลหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างถี่ถ้วน รอบด้าน และเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบผลการศึกษาอย่างชัดเจน

2.ให้บังคับใช้มาตรการจำกัดการใช้ ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในระหว่างการศึกษาทบทวน เพื่อส่งเสริมการใช้สารเคมีเกษตรอย่างถูกต้องและปลอดภัย ภายใต้แนวทางของเกษตรปลอดภัย (จีเอพี) ดังนั้น ทั้งสามสมาคมจึงได้มายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มีการพิจารณาทบทวนมติดังกล่าวโดยรอบคอบและหาทางออกที่ดีที่สุด ที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ภาคเกษตรอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

ผู้สื่อข่าวกล่าวต่อว่า หากจะมีการยกเลิก 3 สารดังกล่าว ต้องมีคำตอบเรื่องสารทดแทนที่ดีกว่าหรือเทียบเท่า ทั้งในด้านความปลอดภัย ประสิทธิภาพ รวมถึงความคุ้มค่าในเรื่องต้นทุนเกษตรกร รวมถึงแนวทางและมาตรการรองรับต่อผลกระทบต่อภาคส่วนอื่นในทุกมิติในรอบด้าน ก่อนมีการดำเนินการใดๆ

อย่างไรก็ตาม การจัดการศัตรูพืชโดยการใช้สารยังคงมีความจำเป็นสำหรับเกษตรกร การยับยั้งภาคการผลิตและส่งออกพืชเศรษฐกิจที่มีความจำเป็นต้องใช้สารดังกล่าว จะสร้างให้เกิดความเสียหายโดยไม่จำเป็น ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบทางการแข่งขันต่อประเทศคู่แข่งรายอื่นๆ ที่สามารถพัฒนาขีดความสามารถและศักยภาพในการแข่งขันด้านการผลิตและการตลาด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 13.30-15.00 น. เกษตรกรจะรวมตัวเดินทางไปยังกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อยื่นหนังสือข้อเรียกร้องต่อนาย​สุริยะ​ จึง​รุ่งเรือง​กิจ​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย เพื่อขอให้ในวันที่ 27 พฤศจิกายน​ 2562 ให้ยกเลิกมติแบนดังกล่าวต่อไป