ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะรุก ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะถอยในประเด็นอันเกี่ยวกับการแก้ไข ”รัฐธรรมนูญ” ล้วนเป็นคุณต่อการเมือง ล้วนเป็นคุณต่อพัฒนาการแห่งระบอบประชาธิปไตย
การเสนอประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ก่อนตกลงปลงใจขานชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
อาจเสมอเป็นเพียง “ยุทธวิธี” หนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์
เป็นยุทธวิธีในท่วงทำนอง “อยู่เป็น” ในทางการเมืองซึ่งพรรคประชาธิปัตย์สะสมความจัดเจนมาอย่างยาวนาน แต่ยุทธวิธีนี้ก็กลายเป็นสลักระเบิดอันสำคัญ
ยิ่งเมื่อพรรคพลังประชารัฐยอมรับและบรรจุเป็น 1 ใน 12 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ยิ่งทำให้เงื่อนไขนี้มีความหมาย
มีความหมายต่อรัฐบาล มีความหมายต่อพรรคประชาธิปัตย์
นับแต่ได้มีการแถลงให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็น 1 ใน 12 ของนโยบายเร่งด่วนต่อที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม เป็นต้นมา เรื่องนี้ก็กลายเป็น “สัญญาประชาคม”
เป็นสัญญาประชาคมทั้งของ “รัฐบาล” อันหมายถึงพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค
ยิ่งกว่านั้นยังเป็นสัญญาประชาคมของ “พรรคประชาธิปัตย์”
ไม่ว่าการแสดงออกก่อนหรือเมื่อเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 27 พฤศจิกายน ของรัฐบาลและของพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นอย่างไร
เล่นเล่ห์เพทุบายหรือตรงไปตรงมาล้วนอยู่ในสายตาของประชาชนครบถ้วน ยิ่งเมื่อผ่านความเห็นชอบให้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญยิ่งทรงความหมายและสำคัญ
นี่คือวาระทางการเมือง นี่คือวาระแห่งชาติ
ในทางการเมืองเราอาจมองเจตจำนงผ่านพรรคการเมือง จึงไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ จึงไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ล้วนอยู่ใน สายตา
เริ่มตั้งแต่การเสนอชื่อบุคคลใดเข้าดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ
ตามมาด้วยท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์
ยิ่งกว่านั้น พรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา ก็มิได้หลุดรอดไปจากแสงแห่งสปอตไลต์
นี่คือ “บ่วง”ที่จะรัดคอรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล

