อย่างน้อยร่องรอยความปั่นป่วนยุ่งยากในการทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรปรากฏชัดเจนใน 2 จุด
สภาผู้แทนราษฎรที่จำนวน ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านแตกต่างกันไม่มากนัก หรือเรียกว่าเสียงปริ่มน้ำ เมื่อประธานเลือกใส่แว่น “ข้อบังคับ” อย่างเคร่งครัดในผลโหวตที่ฝ่ายแพ้ไม่ยอมแพ้ จุดประเด็น “นับคะแนนใหม่” ให้กลายเป็นเครื่องมือป่วนสภาอย่างถาวรขึ้น
เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้นับจากนี้การทำหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรจะยุ่งยากขึ้น
อีกจุดหนึ่งเกิดขึ้นในคณะกรรมาธิการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) ที่ฝ่ายรัฐบาลแก้เกมการถูกตรวจสอบด้วยการเปลี่ยนตัวกรรมาธิการส่งมือป่วนเข้าไปสร้างความยุ่งยากให้กับการทำหน้าที่ของประธานกรรมาธิการ
สองจุดนี้เป็นอย่างน้อยที่จะทำให้การทำงานของสภาผู้แทนราษฎรวุ่นวายกว่าที่ผ่านมา
ส่วนจุดอื่นที่จะทำให้เห็นว่าความวุ่นวายจะเกิดขึ้นคงทยอยปรากฏให้เห็นเรื่อยๆ จะว่าไปเริ่มแสดงอาการแล้ว อย่างอาการปีนเกลียวในเรื่องสารพิษทางการเกษตร หรือการโยนความผิดให้รัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลอื่นในวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่อเค้าว่าจะรุนแรงขึ้น และยากจะเยียวยา หรือกระทั่งการขัดขาขัดแข้งกันในเรื่องคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ที่น่ากังวลใจคือ เรื่องราวทั้งหลายเหล่านี้ ที่สุดแล้วจะถูกทำให้กลายเป็นประเด็นทำลายภาพลักษณ์ของ “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” จะทำให้ “ส.ส.” ถูกประชาชนมองว่าเอาแต่ “ทะเลาะเบาะแว้ง-ตั้งแง่เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง-ไม่ทำงานเพื่อให้ส่วนรวมได้รับประโยชน์”
ภาพลักษณ์ที่ถูกทำให้มองไปในทางเช่นนี้ของ “ส.ส.” เป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งของ “ระบอบประชาธิปไตย”
เพราะประเด็น “นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน” มีแต่ความเลวร้าย จะถูกนำไปสร้างความชอบธรรมให้กับ “นักการเมืองที่มาจากการแต่งตั้ง”
ทำให้ “อำนาจของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน” ถูกตั้งคำถามที่เปิดโอกาสให้ผู้มีประโยชน์จากอำนาจนิยมใช้เป็นเหตุผลในทางโจมตีประชาธิปไตย
อันเป็นเรื่องเศร้า
ช่วงนี้จึงเป็นจังหวะที่ “นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง” ทั้งหลาย ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในอันที่จะเปิดโอกาสให้ภาพลักษณ์ “อำนาจของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน” ถูกทำให้เสื่อมในศรัทธาประชาชน
ในสถานะ “ส.ส.” ย่อมได้ประโยชน์ในทุกมิติอยู่แล้วจากการที่ประชาชนมอบตำแหน่งหน้าที่ให้ ไม่ว่าจะเป็น “เงินเดือนรายได้-อำนาจ-ความเป็นผู้ทรงเกียรติ และอื่นๆ”
การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง จนละเลยการวางตัวให้เป็นที่ศรัทธา ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพฤติกรรมที่ชวนขายหน้าโดยไม่รู้สึกอาย หรือการลอบรับผลประโยชน์ส่วนตัวแล้วทรยศต่อการทำหน้าที่ ที่ควรจะเป็น อย่างเช่นที่ถูกเรียกว่า “งูเห่า”
การกระทำเช่นนี้เท่ากับ “ทำลายระบอบประชาธิปไตย” อันเป็น “ฐานแห่งลาภ ยศ สรรเสริญ” ของตัวเอง
ซึ่งผลไม่ต่างอะไรกับ “การฆ่าห่านทองคำ” ในนิทานที่แสดงถึง “สภาวะไร้ปัญญาที่ความโลภทำให้ขาดสติ คิดแค่ประโยชน์เฉพาะหน้ามากกว่าที่จะได้รับในระยะยาวอย่างยั่งยืน”
ดังนั้น การตระหนักถึงอันตรายที่จะเกิดกับความเป็น “นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง” เป็นเรื่องที่ควรจะเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองทุกพรรค และกับ ส.ส.ทุกคน
ที่สำคัญกว่าคือในส่วนของประชาชน จะต้องหนักแน่นในศรัทธาต่ออำนาจของตัวเอง อย่าปล่อยให้กระบวนการทำลายภาพลักษณ์ประชาธิปไตยมาชี้นำความรู้สึกนึกคิด จนหลงไปศรัทธาต่อผู้ที่ไม่เชื่อมั่นในอำนาจประชาชน
วิธีการที่จะรักษาศรัทธาไว้คือ ต้องพิจารณาอย่างแยกแยะ ว่าพฤติกรรมในทางทำให้เสื่อมศรัทธานั้น “ส.ส.จำพวกไหน” เป็นผู้ประพฤติ
ประชาชนต้องร่วมกันสร้างความหนักแน่น และประกาศให้เห็นความสำคัญของอำนาจตัวเอง ด้วยการหมายหัว “ส.ส.จำพวกลืมกำพืดตัวเองเอาอำนาจที่ประชาชนมอบให้ไปรับใช้กลุ่มคนที่หมิ่นแคลนอำนาจประชาชน”
หมายหัวไว้เพื่ออัปเปหิไปเสียจากการเป็นตัวแทนอำนาจ
แล้วเลือกคนที่แสดงออกให้เห็นว่า ที่ผ่านมาต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ช่วยรักษาสถานะสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นสถาบันอันทรงเกียรติของอำนาจประชาชนไว้

