ทำไมจึงค่อนข้างมี “ความมั่นใจ” ว่า การ “ประชามติ” ต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “นายมีชัย ฤชุพันธุ์”
จึงจะไม่เกิดขึ้น
นั่นก็คือ มีโอกาส “เดี้ยง” เสียก่อน
เป็นการแสดงความมั่นใจในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยืนยันอย่างมั่นคงแน่วแน่ว่า
ต้องทำตาม “โรดแมป”
และ “โรดแมป” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้หลักประกันก็คือ
จะต้องมี“การเลือกตั้ง”ภายในเดือนกรกฎาคม 2560
จะเป็นอื่นไปไม่ได้
เป็นการแสดงความมั่นใจในขณะที่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ออกมายืนยันอีกเหมือนกันว่า
หาก “ประชามติ” ผ่านในเดือนกรกฎาคม 2559 การเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นในตอนปลายปี 2560
นั่นก็คือ ไม่ใช่เดือนกรกฎาคม 2560
เหตุผลสำคัญเป็นอย่างมากก็คือ จะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 เดือน ในการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
หรือที่เรียกกันว่า “กฎหมายลูก”
นั่นก็หมายความว่า คำยืนยันอย่างขันแข็งจากปากของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ทำท่าว่าต้องเป็นเดือนกรกฎาคม 2560 จะไม่เป็นไปตามนั้น
ที่เคยคิดกันว่า คสช.และรัฐบาลจะบริหารประเทศอย่างมากก็ไม่เกิน 1 ปี 6 เดือน
ก็ไม่ใช่
หากแต่น่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปีมากกว่า
คำถามอยู่ที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สุกงอมให้เกิด “โรคเลื่อน” ของ “โรด แมป” หรือไม่
หรือว่าจะต้องยืนยัน “เดือนกรกฎาคม 2560” เท่านั้น
กระนั้น หากดู “บรรยากาศ” ทางการเมืองในขณะนี้ก็เริ่มบังเกิดความไม่แน่ใจว่า ในที่สุด “ประชามติ” จะมีหรือไม่
เป็น “บรรยากาศ”เก่าๆ เป็นบรรยากาศ“คุ้น-คุ้น”
เหมือนบรรยากาศก่อนมีการนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม “สปช.”
การผ่านจาก“สปช.”มิใช่“เรื่องยาก”
เพราะว่า “สปช.” หรือสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศก็ดำรงอยู่เหมือนกับ“หมูในอวย”ของคสช.อยู่แล้ว
สั่งซ้ายหันก็ได้ สั่งขวาหันก็ได้
ความหวาดเสียวมิได้อยู่ในขั้นของ “สปช.” หากแต่อยู่ในขึ้น “ประชามติ” โดย”ประชาชน”มากกว่า
อ่านยาก
และหากร่างรัฐธรรมนูญไม่สามารถผ่านในขั้น “ประชามติ” เรื่องที่จะตามมาก็มีมากมายอย่างยิ่ง
เพราะหมายถึง “สถานะ” และ“เกียรติภูมิ”
ความหวาดเสียวมิได้อยู่ที่การต่อต้านของ “ประชาชน” จะมิได้จำกัดกรอบเพียงร่าง “รัฐธรรมนูญ” เท่านั้น
หากแต่เลเพลาดพาดไปถึง “คสช.”
เหมือนที่เกิดเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ”ในปี 2535 ซึ่งเริ่มจาก พล.อ.สุจินดา คราประยูร แล้วคิดบัญชีไกลไปถึง “รัฐประหาร” เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534
เหมือนการเลือกตั้งใน”พม่า” ที่นางอองซาน ซูจี ชนะถล่มทลาย
หากเมื่อใดการต้านร่าง”รัฐธรรมนูญ”กลายเป็น”กระแส”ในทางสังคมเมื่อประสานเข้ากับความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหา”เศรษฐกิจ”
ก็จะกลายเป็น “ชนวน” ก็จะกลายเป็น “เรื่อง”

