สถานีคิดที่ 12 : เสียงค้านในฟากรัฐบาล โดย ปราปต์ บุนปาน

ใช่ว่า ส.ส.ของฝ่ายรัฐบาล ผู้มีบทบาททางการเมืองโดดเด่น จะจำกัดวงอยู่แค่ “ปารีณา ไกรคุปต์” หรือ “สิระ เจนจาคะ” แห่งพรรคพลังประชารัฐ

แต่อีกคนหนึ่งที่น่าจับตา ก็คือ “เทพไท เสนพงศ์” ส.ส.นครศรีธรรมราช หลายสมัย จากพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ที่ถูกหลายคนมองว่ากำลังเล่นบท “ฝ่ายค้านในฟากรัฐบาล” หรือ “ฝ่ายค้านในสีเสื้อประชาธิปัตย์”

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่งชมคลิปข่าวที่มติชนทีวีไปสัมภาษณ์เทพไท มีประเด็นใหญ่ๆ น่าคิดตามอยู่สองข้อ

ข้อแรก ส.ส.ประชาธิปัตย์ผู้นี้ วิพากษ์วิจารณ์ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มี “สามหัว” อย่างตรงไปตรงมา

เขาตั้งคำถามโดยไม่อ้อมค้อมว่า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นั้นมีศักยภาพจะเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่?

รองนายกรัฐมนตรี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากทีมงานเศรษฐกิจของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เพียงใด?

รัฐบาลชุดนี้ต้องการหัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนใหม่หรือเปล่า?

ตามความเห็นของเทพไท เขาคิดว่าควรต้องมีการปรับแก้องคาพยพของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ให้มีสายบังคับบัญชา การจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ และหัวหน้าทีมอย่างชัดเจน

ไม่ใช่ต่างคน/พรรคต่างทำงาน สร้างดาวกันคนละดวง หาคะแนนเสียงให้ตัวเอง โดยไร้เอกภาพ กระทั่งอาจมีจุดขัดแย้งกัน ดังเช่นในปัจจุบัน

ข้อสอง เทพไทติงผู้นำรัฐบาลว่ายังใช้อำนาจแบบทหารเก่า มากกว่าจะทำงานในลักษณะนักการเมือง ทั้งที่เป็น “นักการเมือง” มา 5 ปีแล้ว

“ผมมีความรู้สึกว่ารัฐบาลชุดนี้ใช้เสียงของนักการเมืองหนุน แต่ผู้มีอำนาจในรัฐบาลเป็นทหาร เป็นทหารเก่า อำนาจอยู่ในทหารเก่า คนเหล่านี้ก็เคยตัวกับการใช้อำนาจในแบบทหาร แล้วก็ผ่านมาเล่นการเมือง มาอยู่ในรัฐบาล เป็นรัฐบาล ก็อยู่ภายใต้ของ สนช.

“สภา สนช.มันสั่งยังไงก็ได้ไง แต่พอมาเป็นสภาผู้แทนราษฎรมันไม่ได้ มันไม่ใช่อย่างนั้น ธรรมชาติของนักการเมืองมันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นคุณต้องปรับ ไม่ใช่คุณจะชี้นิ้วว่าต้องเอาให้ได้ ต้องตั้งให้ได้”

ภาวะปรับตัวไม่ได้ดังกล่าวสะท้อนออกมาผ่านการประชุมสภาเมื่อสัปดาห์ก่อน

ตามมุมมองของเทพไท 1 ใน 6 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่โหวตสนับสนุนให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากการกระทำ ประกาศ และคำสั่งของ คสช. และการใช้อำนาจของหัวหน้า คสช.ตาม ม.44 จนนำไปสู่ชัยชนะของฝ่ายค้าน การยอมแพ้ไม่ได้ของฝ่ายรัฐบาล และสถานการณ์สภาล่มสองวันติดๆ กัน

เขาระบุว่ารัฐบาลควรต้องรู้จักยอมผ่อนปรน และปล่อยผ่านอะไรบางอย่าง เพื่อให้สภาสามารถทำงานในภาพรวมต่อไปได้

ทั้งนี้ การมี “เสียงปริ่มน้ำ” จะไม่ก่อปัญหา ถ้ารัฐบาลรู้จักบริหารเสียงสนับสนุนอย่างมีศิลปะ และลดการใช้อำนาจแบบทหารลง

นี่คือคำเตือนจาก “เทพไท เสนพงศ์” ผู้บอกเล่าว่าตนเองกับ พล.อ.ประยุทธ์ นั้นสนิทสนมคุ้นชินกันดี เพราะเคยนั่งทำงานใน ศอฉ. ที่ราบ 11 ด้วยกัน เมื่อปี 2553 ในฐานะโฆษกประจำตัวของนายกรัฐมนตรี และรอง ผบ.ทบ. ณ ขณะนั้น

ปราปต์ บุนปาน

บทความก่อนหน้านี้เดินหน้าชน : มติไหนกันแน่
บทความถัดไปคมคำ 2 ธันวาคม 2562