แม้ว่ากรณีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบจากการกระทำประกาศและคำสั่งของคสช. และการใช้อำนาจของหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44
จะเสมอเป็นเพียง “ญัตติด่วน” จะเสมอเป็นเพียง “การศึกษา”
แต่ไม่ว่าจะมองผ่านกระบวนการของ”องค์ประชุม” ไม่ว่าจะมอง ผ่านกระบวนการของ”การลงมติ”ทรงความหมายอย่างสูงในทางการเมือง
มีผลผูกพันอย่างลึกซึ้งทั้งต่อ 1 พรรคการเมือง และ 1 ต่อ ส.ส.ในฐานะนักการเมือง
ไม่ว่าจะในปีก”รัฐบาล” ไม่ว่าในปีก”ฝ่ายค้าน”
เพราะว่าประกาศและคำสั่งคสช. เพราะว่าคำสั่งหัวหน้าคสช.ตามมาตรา 44 เป็นความต่อเนื่องมาจาก”รัฐประหาร”
การตัดสินใจของพรรคการเมือง การตัดสินใจของนักการเมือง มีความ หมายโดยตรงในทางการเมือง
ไม่ว่าจะผ่าน”องค์ประชุม” ไม่ว่าจะผ่าน “มติ”
เพราะว่านี่เท่ากับเป็นการยอมรับหรือการไม่ยอมรับต่อ 1 ประกาศและคำสั่งของคสช. ขณะเดียวกัน 1 ต่อคำสั่งหัวหน้าคสช.ตามมาตรา 44
นี่เป็นเรื่องอันมีรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นจุดเริ่มต้น
พรรคการเมืองใดที่เคยปฏิเสธไม่ยอมรับ”รัฐประหาร” นักการ เมืองใดที่เคยปฏิเสธและต่อต้านประกาศและคำสั่งคสช.และรวมถึงคำสั่งหัวหน้าคสช.ตามมาตรา 44
การตัดสินใจในวันที่ 4 ธันวาคมจึงเป็นคำตอบอย่างเด่นชัดยาก อย่างยิ่งที่จะปฏิเสธหรือมีคำแก้ตัวในภายหลัง
การตัดสินใจในวันที่ 4 ธันวาคม อาจมีผลเฉพาะหน้า 1 ทำให้องค์ประชุมครบ และ 1 ทำให้ญัตติด่วนจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากประกาศ คำสั่งตามมาตรา 44 ตกไป
เหมือนกับเป็นความรับผิดชอบจำเพาะเพียงในวันที่ 4 ธันวาคม เท่านั้น
กระนั้น นักการเมืองระดับ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ระดับ นาย อนุทิน ชาญวีรกูล ระดับ นายวราวุธ ศิลปอาชา ย่อมรู้อยู่เป็นอย่างดีว่าผลผูกพันจะมากกว่านั้น
ทั้งหมดนี้จะเป็น”ตราประทับ”ไปจนถึง “วันเลือกตั้ง”

