“ดร.โกร่ง”ส่งสัญญาณ ปรับ”รัฐปกครอง”เป็น”รัฐบริการ”

18.06.16 | 11:55 น.

หมายเหตุ – นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บรรยายพิเศษในหัวข้อ “What NEXT? เศรษฐกิจตกต่ำ…หุบเหวนี้ลึกและกว้างเพียงใด “บนหลักสูตร The NEXT Real หลักสูตรสร้างนักอสังหาริมทรัพย์รุ่นใหม่ จัดโดยมหาวิทยาลัยชินวัตร และบริษัท โฮมบายเออร์ไกด์ จำกัด ที่อาคารชินวัตร 3

” …ถ้าบอกนายกฯได้ ผมอยากจะบอกให้นำคนที่เป็นรัฐมนตรีที่ไม่ยอมตัดสินใจออกไป รัฐมนตรีต้องเป็นคนทำงานและเข้าใจในเรื่องที่บริหารผ่านมา 2 ปีแล้ว ยังเหลือเวลาอีก 1 ปี 6 เดือน สิ่งที่ควรต้องทำต่อจากนี้คือปฏิรูประบบราชการให้เป็น “รัฐบริการ” จากปัจจุบันที่เป็น “รัฐปกครอง”… ”

เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทยถือว่าเป็นเศรษฐกิจขนาดเล็ก จึงเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหวไปตามเศรษฐกิจโลก ทั้งราคาสินค้าเกษตร อัตราเงินเฟ้อประเทศไทย ไม่สามารถกำหนดเองได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่เข้าใจ ยังกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามอัตราเงินเฟ้อ ทั้งที่ประเทศไทยไม่มีเงินเฟ้อมาหลายปีแล้ว

นอกจากนั้นการลงทุนภาคเอกชนของไทยจะขึ้นอยู่กับการลงทุนของต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศญี่ปุ่น สินค้าที่ไทยส่งออก 90% เป็นการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ส่งออกภาคเกษตรเพียง 10% แต่สินค้าส่งออกที่เป็นอุตสาหกรรมเกษตรต่อเนื่อง เช่น ยางแผ่น น้ำตาล ก็เป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทยเช่นกัน ขณะที่ภาคบริการ คิดเป็น 50% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

ทั้งนี้ประเทศไทยนอกจากจะผูกโยงภาคเศรษฐกิจจริงไว้กับเศรษฐกิจโลกแล้ว ยังผูกโยงภาคการเงินไว้กับเศรษฐกิจโลกด้วย การวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยจึงต้องติดตามข่าวเศรษฐกิจโลกเป็นสำคัญ ซึ่งขั้วของโลกมีอยู่ 3 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีน ที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกอ่อนลงมาเรื่อยๆ ยุโรปมีปัญหาค่อนข้างมาก เพราะศักยภาพการแข่งขันน้อยลง เมื่อเทียบกับจีน และสหรัฐอเมริกา

Advertisement

ขณะที่จีนที่มีฐานเศรษฐกิจใหญ่ เติบโตในระดับตัวเลข 2 หลักมา 20 ปี แต่ปัจจุบันเติบโตในระดับ 6-7% ถือว่าสูงแล้วหากเทียบกับเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ระดับนี้ ซึ่งการที่จีนโตลดลง ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าลดลง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกลง ทั้งราคาสินค้าเกษตรและราคาน้ำมันที่ลดลงมากหลังสหรัฐอเมริกาขุดเจาะเชลล์ออยได้ ประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรจึงได้รับผลกระทบไปด้วย และยังต่อเนื่องไปถึงภาคบริการ ทั้งการขนส่ง การเงินการธนาคาร ค้าปลีกและค้าส่งต่างๆ

การที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ธนาคารพาณิชย์ไทยมีประสบการณ์มาก่อน ซึ่งธนาคารพาณิชย์นี่เองเป็นตัวเร่งให้เกิดปัญหาเร็วขึ้น เพราะหยุดให้สินเชื่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) เนื่องจากกลัวหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) และยังตั้งสำรองเพิ่มขึ้น สวนทางกับอัตราการออมที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ที่เงินออมสูงเพราะยังไม่มีการลงทุน สาเหตุที่ยังไม่ลงทุนเพราะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นง่ายๆ นักลงทุนมองว่าเศรษฐกิจข้างหน้าไม่สดใส ภาคครัวเรือนยังไม่มั่นใจจึงไม่ยอมบริโภค เกษตรกรยังไม่มั่นใจว่าราคาสินค้าเกษตรจะลงต่อหรือไม่ ชาวนาภาคกลางที่ใช้เครื่องจักรปลูกข้าวคุณภาพต่ำขาดทุนจากราคาที่ลดลงหลังถูกเวียดนามแย่งตลาดไป

ประเทศไทยอยู่ได้เพราะมีสภาพคล่องสูง ภาคเศรษฐกิจจริงแย่แต่ภาคการเงินกลับมั่นคง ภาวะแบบนี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไม่ดี การออมสูง สถาบันการเงินมีปัญหาว่าเงินมากเกินไปจนเริ่มเห็นธนาคารบางแห่งลดดอกเบี้ยเงินฝากไปอยู่ที่ 0% ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศยังเพิ่มตามการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด เงินทุนต่างประเทศยังไหลเข้าในตลาดตราสารหนี้ จนทำให้อัตราผลตอบแทนร่วงลงมาอยู่ในระดับต่ำ เพราะนักลงทุนเห็นว่าดอกเบี้ยของประเทศไทยยังสูง

ภาคเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะเงินล้นตลาด ดอกเบี้ยถูก ภาคธุรกิจที่ยังดี คือภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่จะดีเฉพาะตลาดที่ราคาไม่เกิน 2-3 ล้านบาท สิ่งที่ต้องระวังคือธนาคารพาณิชย์อาจไม่ปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าเพราะกลัวเอ็นพีแอล และแนะนำให้อย่าเก็บเพิ่มพื้นที่ว่างเปล่าเพิ่มเพราะในอนาคตไม่รู้ว่าธนาคารพาณิชย์จะปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าเราหรือไม่ ลูกค้าที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ส่วนมากเป็นลูกค้าระดับกลางถึงล่าง ซึ่งอนาคตความเชื่อมั่นในอาชีพจะลดลง แม้ว่าการว่างงานยังไม่เกิดแต่การจ้างงานล่วงเวลาลดลงอย่างรวดเร็ว

และอีกสักพักถ้าเศรษฐกิจยังเป็นเช่นนี้ปีหน้าหรือปีต่อไปอาจเห็นการปลดคน ซึ่งปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นนั้นเพราะการลดคนมีต้นทุนสูงเนื่องจากต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน ในส่วนของธนาคารพาณิชย์ เริ่มเห็นภาครัฐใช้กลไกของธนาคารรัฐอย่างธนาคารออมสินมาปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อประคองไม่ให้ธุรกิจล้ม ซึ่งจริงๆ แล้วธนาคารออมสินไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในการปล่อยสินเชื่อ และลูกค้าเอสเอ็มอีที่ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปไม่ยอมปล่อยสินเชื่อก็แห่มาขอสินเชื่อที่ธนาคารออมสิน

ภาวะประเทศไทย ตอนนี้ตรงกับทฤษฎีของเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า “ภาวะสถาบันการเงินเป็นกับดักสภาพคล่อง” คนเอาเงินฝากเยอะแต่ไม่อยากใช้จ่าย ไม่มีคนกู้ ธนาคารเองก็ไม่ปล่อยกู้ หากปล่อยนานไปธนาคารพาณิชย์จะขาดทุนถ้ารัฐบาลไม่ออกพันธบัตรมาช่วย สิ่งที่ทำได้คือ ธปท.ควรลดดอกเบี้ยมาตรฐานลง หรือดอกระยะสั้นข้ามคืนที่ตอนนี้อยู่ในระดับ 1.25% แต่หากลดจะทำให้ธนาคารพาณิชย์มีรายได้ลดลง ซึ่งปัจจุบันธนาคารพาณิชย์มีเงินส่วนเกินที่ฝาก ธปท.เพื่อกินดอกเบี้ยอยู่ 8 แสนล้านบาท ถึง 1 ล้านล้านบาท

“จากประสบการณ์ที่พบเจอมาตั้งแต่สมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี คาดว่าสถานการณ์เช่นนี้จะอยู่ยาว นักเศรษฐศาสตร์พูดกันว่าเศรษฐกิจไทยเป็นลักษณะตัววี ดับเบิลยู แต่ส่วนตัวมองว่าจะเป็นตัวแอลพื้นไม่เรียบ พอคนเห็นว่าเศรษฐกิจดีก็บริโภค แต่เมื่อเศรษฐกิจไม่ฟื้นจริงก็จะหยุดบริโภค และยังมองไม่เห็นว่าพื้นราบจะกระดกขึ้นได้ตอนไหน แม้ภาคอสังหาจะยังดีอยู่ แต่วันข้างหน้าต้องลดลง”

คำถาม คือ ขณะนี้เศรษฐกิจถึงพื้นหรือยัง คำตอบคือถึงพื้นแล้ว และไม่หนักเหมือนช่วงต้มยำกุ้ง แต่จะยืดเยื้อนานกว่านั้น มองเรื่องค่าเงินบาทถือว่ายังแข็งค่ามากกว่าประเทศในภูมิภาค แข็งค่ากว่าค่าเงินริงกิต รูเปีย และดองของเวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่งไทย

ในด้านการลงทุน ปัจจุบันภาคการผลิตไทยใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 50-60% ยังอยู่ไม่สูงนักจึงไม่เห็นการลงทุนขยายโรงงาน สถานการณ์เช่นนี้ ส่วนตัวเป็นห่วงเสถียรภาพสถาบันการเงินในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2559 เพราะมีการตั้งสำรองสูงและมีความเป็นไปได้ว่าจะเพิ่มทุน หากเกิดการเพิ่มทุนจริงจะทำให้ประชาชนมองว่าเศรษฐกิจไม่ดีนัก

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์แบบนี้จะอยู่อีกยาวอย่างน้อย 3-5 ปี ตามทฤษฎีเศรษฐกิจไทยจะมีวัฏจักร 10 ปี ขึ้น 5 ปีลง 5 ปีขณะนี้ลงมาแล้ว 2 ปี เหลืออีก 3 ปี แต่สิ่งที่มั่นใจคือประเทศไทยจะไม่ล้มละลาย เพราะภาคการเงินแข็งแรงมากแบบไม่เคยเป็นมาก่อน ทุนสำรองยังอยู่ในระดับสูง

เศรษฐกิจโลกยังลงอีกหลายปี การที่เศรษฐกิจอยู่ในกับดักสภาพคล่องโดยทฤษฎีนโยบายการเงินจะไม่มีผลเท่ากับนโยบายการคลัง แต่ทางสหรัฐอเมริกา ยุโรป ฝ่ายการเมืองกลับมีนโยบายตั้งเพดานการก่อหนี้ ทั้งที่รัฐบาลควรขาดดุลมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ต้องชมนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่เข้าใจสถานการณ์ดีกว่าสหรัฐอเมริกาและยุโรป เพราะรัฐบาลเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หลังเอกชนไม่ลงทุน รัฐบาลจึงต้องลงทุนเอง ซึ่งเงินในระบบของประเทศไทยมีมาก งบเกินดุลมาตลอด 10 ปี มีเงินกว่า 6 ล้านล้านบาท ต้องนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรสหรัฐได้ดอกเบี้ยต่ำ 0.25% แต่หากลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตอนนี้ แค่ราคาปูนขึ้นก็กำไรมากกว่า 0.25% แล้ว ดังนั้น จึงควรเปิดโอกาสให้รัฐบาลขาดดุลมากขึ้นเพื่อมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

“รัฐบาลถือว่าเดินมาถูกต้องแล้ว แต่ต้องปรับปรุงบางเรื่อง เพราะปัญหาของรัฐบาลนี้คือข้าราชการหยุดทำงาน ไม่มีใครตัดสินใจเพราะกลัว ป.ป.ช.ตรวจสอบ รัฐมนตรีที่เป็นข้าราชการไม่ทำงานเพราะกลัวทำผิด ขณะที่รัฐมนตรีที่เป็นทหารก็ไม่เข้าใจ ก็เห็นใจนายกฯเหมือนกัน”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ส่วนตัวกังวลอีกเรื่องหนึ่ง คือ ความไม่เข้าใจเศรษฐกิจของรัฐบาลมากกว่า ว่าประเทศไทยไม่มีเงิน ทั้งที่ประเทศไทยเกินดุลมาตลอด ถ้าบอกนายกฯได้ ผมอยากจะบอกให้นำคนที่เป็นรัฐมนตรีที่ไม่ยอมตัดสินใจออกไป รัฐมนตรีต้องเป็นคนทำงานและเข้าใจในเรื่องที่บริหารผ่านมา 2 ปีแล้ว ยังเหลือเวลาอีก 1 ปี 6 เดือน สิ่งที่ควรต้องทำต่อจากนี้คือปฏิรูประบบราชการให้เป็น “รัฐบริการ” จากปัจจุบันที่เป็น “รัฐปกครอง” เพราะอนาคตการพาประเทศให้ก้าวหน้า ฝ่าฟันปัญหาประเทศรายได้ปานกลาง จำเป็นต้องให้ความสะดวกกับผู้ลงทุนและประชาชน ดังนั้นต้องเน้นการบริการเป็นหลัก เพื่อให้เศรษฐกิจแข่งขันกับคนอื่นได้ และทางเดียวที่ประเทศจะมีรายได้เพิ่มขึ้น คือ การค้าขายระหว่างประเทศ