เป็นอันว่า สุดท้ายแล้ว ฝ่ายรัฐบาลก็ “ชนะศึก” ในการพลิกเกมโหวตล้มญัตติเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการกระทำของประกาศและคำสั่ง คสช. และการใช้อำนาจของหัวหน้า คสช.ตาม ม.44 (กมธ.ศึกษาผลกระทบ ม.44) ได้สำเร็จ
ส่วนพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่เห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมาธิการ แม้จะเฉือนชนะรัฐบาลได้ในรอบแรก และเล่นเกมนับองค์ประชุมอย่างได้ผลในเวลาต่อจากนั้น
อย่างไรเสีย ก็ยังตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อยู่ดี
นี่คือการมองภาพรวมอย่างเผินๆ
แต่หากพิจารณารายละเอียด เราก็อาจพบ “ร่องรอย” บางอย่าง ปรากฏขึ้นหลังศึกดังกล่าว
(หนึ่ง) การโหวตล้ม กมธ.ศึกษาผลกระทบ ม.44 ส่งผลให้สังคมได้มองเห็น “งูเห่าฝ่ายค้าน” ในจำนวนมากที่สุด นับแต่การเลือกตั้งเป็นต้นมา
เป็น “งูเห่า” ใน “เพื่อไทย” และ “อนาคตใหม่” ซึ่งบ้างก็เปิดตัวมานานแล้ว บ้างก็เพิ่งแสดงตน
เป็น “งูเห่า” หนึ่งเสียงในพรรค “ประชาชาติ” หรือหลายเสียงในพรรค “เศรษฐกิจใหม่” ที่อาจเปลี่ยนขั้วไปร่วมรัฐบาลเลยด้วยซ้ำ
กรณีนี้ คล้ายว่ารัฐบาลมีแต่ได้กับได้ ส่วนฝ่ายค้านมีแต่เสียกับเสีย
ทว่าเอาเข้าจริง ผล “ได้-เสีย” (โดยเฉพาะผลเสีย) ก็มีความสลับซับซ้อนกว่านั้น
แน่นอน ฝ่ายค้านได้สูญเสียเสียงโหวตจำนวนหนึ่งในสภาไปแล้วในเชิงพฤตินัย ไม่รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับพรรค พรรคกับพรรค หรือบุคคลกับบุคคล ซึ่งคงมองหน้ากันไม่ติดเท่าไหร่
ด้าน ส.ส.ที่ถูกประทับตราเป็น “งูเห่า” ก็คงดำรงตนอยู่ได้ไม่ง่ายนัก ไหนจะต้องตอบคำถามประชาชนที่เลือกพวกเขาเข้ามาในฐานะตัวแทนของพรรคการเมืองอีกฟากหนึ่ง
และหากการเลือกข้าง “พลังประชารัฐ” จะถือเป็นคุณหมด โดยปราศจากผลกระทบด้านลบ พรรคการเมืองนี้ก็คงได้ ส.ส. เข้าสภาครบทั้ง 500 เสียงไปแล้ว
ส่วนรัฐบาลที่ชนะโหวตเพราะเสียง “งูเห่า” ก็คงไม่ได้รับศรัทธาใดๆ เพิ่มเติม จากกลุ่มคนที่ไม่เชื่อมั่นในพรรคพลังประชารัฐอยู่ก่อนแล้ว (ซึ่งมีอยู่อย่างน้อยๆ ครึ่งประเทศ)
(สอง) นอกจากประเด็น “งูเห่าฝ่ายค้าน” ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 6 เสียง ที่โหวตสนับสนุนให้ตั้ง กมธ.ชุดเดียวกัน ตั้งแต่ครั้งแรกถึงคราวสุดท้าย ก็นับว่ามีความแน่วแน่มั่นคง
บางคนโหวต “เห็นด้วย” กับการตั้งคณะกรรมาธิการตั้งแต่ต้นจนจบ บางคนแปรคะแนน “เห็นด้วย”เป็นการไม่ลงคะแนน อันถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามมติวิปรัฐบาลอย่างเงียบๆ เนียนๆ
น่าตั้งคำถามว่าแกนนำรัฐบาลเช่นพรรคพลังประชารัฐจะจัดการความสัมพันธ์กับพรรคร่วมรัฐบาลขนาดกลางอย่างประชาธิปัตย์อย่างไร?
ในเมื่อ ส.ส.ปชป.บางส่วน เล่นบท “เป็นกลาง” บางครั้ง สวมบท “ฝ่ายค้านในสีเสื้อรัฐบาล” บางคราว โดยสม่ำเสมอ
และการได้เสียง “งูเห่าฝ่ายค้าน” มาเสริมทัพแทน จะถือว่า “คุ้มค่า” และแก้ปัญหาประชาธิปัตย์ได้จริงหรือไม่?
(สาม) ก่อนหน้านี้ ญัตติตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบ ม.44 ได้ผนวกรวมญัตติศึกษาผลกระทบจากการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ชายแดนภาคใต้เข้ามาด้วย
“อันวาร์ สาและ” ส.ส.ปัตตานี 4 สมัย และผู้แทนฯ ชายแดนใต้หนึ่งเดียวของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้ง 2562 คือหนึ่งเสียงจากฝ่ายรัฐบาลที่ยืนกรานสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการฯ มาตลอด
จุดยืนของอันวาร์ย่อมข้องเกี่ยวกับเสียงสะท้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างไม่ต้องสงสัย
น่าสนใจว่าก่อนการโหวตตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบ ม.44 ครั้งแรกสุด
“อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ” ส.ส.ยะลา สมัยแรก จากพรรคพลังประชารัฐ ผู้เสนอญัตติตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาผลกระทบจากการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งถูกนำมารวมกับญัตติศึกษาผลกระทบ ม.44
ได้ขอถอนญัตติของตนเองออกไปอย่างกะทันหัน
เป็นท่าทีที่สวนทางกับเพื่อน ส.ส.ชายแดนใต้ พรรคประชาธิปัตย์ สิ้นเชิง
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งร่องรอย อีกความย้อนแย้ง อันตกค้างมาจากการโหวตล้ม กมธ.ศึกษาผลกระทบ ม.44
ปราปต์ บุนปาน

