ช่วงเวลานี้ การบริหารจัดการสถานการณ์ทางการเมืองมีความสำคัญมาก
โดยเฉพาะการบริหารจัดการสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของโรดแมป คืนอำนาจให้ประชาชน
ยิ่งมีความสำคัญมากกว่ามาก
ทั้งนี้ เพราะเป็นห้วงเวลาที่ประชาชนกำลังศึกษาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อออกไป “ประทับตรา” ยอมรับหรือไม่ยอมรับ ในวันประชามติ 7 สิงหาคม
ขณะเดียวกัน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีทั้งกลุ่มที่สนับสนุนและกลุ่มที่คัดค้านอย่างแจ่มแจ้ง
แจ่มแจ้งว่า คสช.และแม่น้ำ 5 สาย สนับสนุน
แจ่มแจ้งว่า พรรคเพื่อไทย และ นปช. คัดค้าน
ขณะที่การทำประชามติมีกฎหมายประชามติเป็นกติกา โดยกฎหมายมอบให้ กกต.เป็นกรรมการกลาง
เมื่อร่างรัฐธรรมนูญมีทั้งฝ่ายจ้องจะรับ และฝ่ายจ้องที่จะไม่รับ โดยทั้ง 2 ฝ่ายมีพลังทางการเมืองทั้งคู่
การบริหารจัดการของ กกต. ในฐานะกรรมการกลาง จึงเป็นเรื่องน่าติดตาม
ติดตามทั้งในฐานะเจ้าภาพการจัดประชามติที่ต้อง “รณรงค์” ให้คนออกมาใช้สิทธิ
และติดตามในฐานะที่เป็นกรรมการในการทำประชามติ
ที่ต้องเป็นกลาง เที่ยงธรรม!
การดำรงตนให้เป็นกลางในขณะที่สังคมมีความแตกแยกนั้นสำคัญ เพราะทุกการกระทำย่อมมีผลกระทบต่อคู่ขัดแย้ง
กรณีการแต่งเพลงรณรงค์ประชามติ 7 สิงหาคม ที่ยกย่องคนภาคใต้ แต่สั่งสอนตักเตือนคนภาคอีสานและภาคเหนือนั้น เป็นตัวอย่าง
แค่เนื้อเพลงแพร่กระจายไปทั่วประเทศ เสียงตำหนิผู้ประพันธ์เกี่ยวกับการ “เหยียดภาค” ก็กระหึ่ม
เสียงดังขึ้นจากออนไลน์และขยายผลสู่สังคม แล้วกลายเป็นประเด็นที่สุ่มเสี่ยงต่อความแตกร้าว
จนในที่สุด กกต.แถลงหารือเพื่อปรับแก้บทเพลงมิให้เกิดความรู้สึก “เหยียดภาค”
ยังมีกรณีการย้ายสถานที่เสวนาร่างรัฐธรรมนูญของ กกต. ที่กำหนดจัดในค่ายทหาร ซึ่งเริ่มครั้งแรกที่จังหวัดนครศรีธรรมราช
หลังจากนั้นมีกระแสเรียกร้องให้จัด “นอกค่ายทหาร” เพื่อมิให้เกิดความรู้สึกเกรงกลัว
แม้ในเบื้องต้น ทั้ง กกต. และฝ่ายทหารจะออกมายืนยันความพร้อมจัด “ในค่าย” แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เห็นต่าง
เห็นว่าไม่ควรสร้างเงื่อนไข เห็นว่าจัดนอกค่ายก็ไม่น่ามีปัญหา
วันต่อมา เหตุผลของ กกต.เรื่องคนมาร่วมมาก จึงต้องย้ายที่จัดจาก “ในค่าย” เป็น “นอกค่าย” ก็ปรากฏ
การจัดระดมความคิดเห็นร่างรัฐธรรมนูญครั้งที่สองที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงจัด “นอกค่าย”
สองกรณีดังกล่าวบ่งบอกถึงการ “ถอย” ของ คสช. และ กกต.
เป็นการถอยเพื่อผ่อนสายป่านมิให้ตึงเกินไป
มิใช่การถอยของ กกต. เท่านั้น หากแต่เป็นการถอยโดย คสช. ก็ยินยอม
เป็นการถอยอย่างมียุทธวิธี…ถอยเพื่อชัยชนะ
การถอยเพื่อชัยชนะนี้ มีลักษณะใกล้เคียงกับการสั่งเจ้าหน้าที่ถอยจากการตรวจค้นวัดพระธรรมกาย
หลังจากพระธัมมชโยถูกกล่าวหาว่า ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจรจากเงินบริจาค
พระธัมมชโยอ้างว่าอาพาธ ไม่สามารถเข้ามอบตัวได้ และไม่ไว้ใจในกระบวนการยุติธรรม
ล่าสุดประกาศเงื่อนไขว่า ขอรอให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยก่อน จึงเข้ามอบตัว
ทั้งนี้เพราะมีกระแสสะพัดตลอดเวลาว่า เป้าหมายที่มีต่อพระธัมมชโยนั้นคือสึกให้พ้นสงฆ์
ดังนั้น บรรดาศิษย์และญาติโยมฝ่ายวัดพระธรรมกายจึงรวมตัวกันเป็น “กำแพงมนุษย์” ป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวพระธัมมชโย
การปฏิบัติการตามหมายค้นเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน จึงเป็นไปอย่างทุลักทุเล
เจ้าหน้าที่ดีเอสไอและเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 1,000 นายเข้าไปตรวจค้น แต่ก็มีญาติโยมฝ่ายวัดพระธรรมกายออกมาขวาง
เจ้าหน้าที่ดำเนินการไปถึงตอนเย็น หมดเวลาตามหมายค้นที่ศาลอนุมัติ
ตำรวจจึงถอนกำลังกลับ
เป็นการถอยเพื่อบุกอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายเหมือนเดิม
เป้าหมายจับกุมพระธัมมชโย
การแก้ไขเพลงรณรงค์ประชามติ 7 สิงหาคม รวมไปถึงการยอมเปลี่ยนสถานที่จัดการเสวนาของ กกต. ก็ถือเป็นการถอย
แต่ถอยแบบดำรงไว้ซึ่งเป้าหมายเดิม
นั่นคือ การผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติไปได้
ทั้งนี้สังเกตได้จากปรากฏการณ์เทียบเคียงอีก 3 เหตุการณ์ ซึ่ง คสช.ไม่ถอย
หนึ่ง คือ การตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ ที่ นปช.แถลงข่าว และตั้งท่าว่าจะเปิดทั่วประเทศ
กรณีนี้ คสช.โดยเฉพาะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันตั้งแต่ต้นว่า ไม่ได้
“ไม่ได้ เพราะถ้า นปช.เปิดได้ ใครๆ ก็เปิดได้ ทุกคนเปิดได้ก็ยุ่งตาย…”
สอง คือ การเคลื่อนไหวของกลุ่มพลเมืองโต้กลับที่นัดจัดคอนเสิร์ต แต่ต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มป่วนที่มาจากไหนไม่ทราบ
กระทั่งเจ้าหน้าที่ใช้เป็นเหตุในการยกเลิกคอนเสิร์ตไป
สาม คือ การขู่แกนนำพรรคเพื่อไทย 17 คนที่โพสต์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญพร้อมๆ กันว่า การกระทำดังกล่าวอาจมีผลถึงขั้นยุบพรรค
เมื่อมองเหตุการณ์ทั้ง 3 และมองเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น จึงพอจะเห็นแผนยุทธ์ของ คสช.
แผนยุทธ์ในการกำหนดท่าทีของ คสช.
ท่าทีต่อมวลชน คสช.จะไม่ปะทะ
ท่าทีต่อฝ่ายคัดค้าน คสช.จะใช้กฎหมายจัดการ
ท่าทีทั้งหมด คสช.ทำไปเพื่อเดินต่อไปให้ถึงเป้าหมาย คือประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
นี่จึงเป็นการ “ผ่อน” มากกว่า “ถอย”
ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จึงใช้ทั้ง “ไม้แข็ง” และ “ไม้นวม”
ตอกย้ำกฎหมาย แต่ก็โอนอ่อนให้มวลชน
ทุกอย่างที่ดำเนินการ เป็นเกราะป้องกันข้อครหาจากต่างประเทศ
ทุกอย่างที่ดำเนินการ เพื่อขอความชอบธรรมจากสังคม
ขณะนี้ยังเหลือเพียงคำตัดสินกรณี วรรคสอง ม.61 พ.ร.บ.ประชามติ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่อง และมีข่าวว่าจะชี้ขาดได้ภายในเดือนมิถุนายน
แต่ไม่ว่า ม.61 วรรคสองจะมีปัญหาหรือไม่มี คสช.ก็ยังดำรงเป้าหมายเดิมเอาไว้
นั่นคือ ยึดโรดแมปคืนความสุข
ไม่ว่าระหว่างเดินตามโรดแมป คสช.จะประสบปัญหาหลากหลาย จนบางทีต้องให้สัญญาณถอย
แต่ก็ยังยึดปี 2560 เป็นเส้นชัยแห่งการเลือกตั้ง
ยังคงมุ่งหน้าทำประชามติ
และคาดหวังว่า ผลการลงประชามติจะออกมาเป็นบวกกับฝ่ายของตัวเอง

