“ซีรีส์ปารีณา” ดราม่ามากขึ้นตามลำดับเมื่อถูกยกขึ้นเปรียบเทียบกับชาวบ้านธรรมดา จนถึงกับตั้งคำถามว่า “ถ้าที่ปารีณา-ติดแปลง ทำไมที่ชาวบ้านจึงติดคุก” ?
วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก.เป็นผู้นำเสนอสำนวน “ที่ติดแปลง” ด้วยการอธิบายว่า “ที่ดินของ ส.ส.ปารีณานั้นเป็นพื้นที่ติดแปลง มีการทำกินมาก่อนการโอนพื้นที่จากป่าไม้มาให้ ส.ป.ก. ตอนที่โอนมานั้นติดผู้ทำกินมาด้วย จึงเรียกว่าพื้นที่ติดแปลง”
แต่ อาจารย์ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ แห่งมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้คร่ำหวอดกับประสบการณ์ช่วยเหลือชาวบ้านก็เห็นว่า “ถ้าเป็นชาวบ้านไม่รอดแน่”
ขณะที่ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ก็ตั้งข้อสงสัย “กฎหมายสำหรับคนธรรมดากับกฎหมายของผู้มีเกียรติคงไม่เหมือนกัน”
ในชั้น “บังคับใช้กฎหมายขั้นต้น” เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจและหน้าที่
ส่วนในขั้นต่อไปที่เรียกว่า “ชั้นพิจารณาคดี” นั้นสามารถค้นคว้าศึกษาได้จาก “คำพิพากษา”
มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่อยากจะแนะนำให้ “ธรรมนัส” กับ “วิณะโรจน์” ศึกษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15189/2558 สะท้อนมุมมองที่ “เคร่งครัด”
ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่าง บางตอนว่า…
…แม้ปรากฏว่ามี พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอบ้านแพง อำเภอท่าอุเทน และกิ่งอำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2534 ก็ตาม แต่ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตปฏิรูปนั้นเป็นเพียงการกำหนดขอบเขตของที่ดินที่จะทำการปฏิรูป
ไม่ได้มีผลเป็นการ “เพิกถอน” ป่าสงวนแห่งชาติในทันที
จนกว่าจะได้มีการส่งมอบพื้นที่เพื่อจัดสรรที่ดินให้แก่ผู้ได้รับอนุญาตตามหลักเกณฑ์เงื่อนไข
พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติก็ยังคงเป็นพื้นที่ป่าสงวนฯ !
หากจะถือว่า การประกาศ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตปฏิรูปที่ดินในที่ดินแปลงใดแล้วมีผลเป็นการเพิกถอนสภาพป่าสงวนแห่งชาติในทันที ก็จะเป็นการส่งเสริมให้บุคคลใดๆ บุกรุกเข้าทำประโยชน์หรือครอบครองที่ป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่มีความผิด อันจะเป็นช่องว่างของกฎหมาย
บทบัญญัตินี้จึงมุ่งหมาย ให้ ส.ป.ก.เข้าไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในพื้นที่ป่านั้นและจัดสรรให้ ผู้ได้รับอนุญาตก่อน จึงจะถือเป็นการเพิกถอนสภาพป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งนี้เพื่อเป็นการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและที่ดินของรัฐ…
จึงมีคำถามตามมา “ส่งคืนแล้ว-เลิกแล้วต่อกัน” ทำได้จริง หรือละเว้น !?!!

