วิเคราะห์ แฟลชม็อบอนาคตใหม่ บทพิสูจน์พลังประชาชน

วิเคราะห์ แฟลชม็อบ อนค. บทพิสูจน์พลังประชาชน

หมายเหตุความคิดเห็นของนักวิชาการ นักการเมือง รวมทั้งอดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จัดแฟลชม็อบ ครั้งแรกที่ลานสกายวอล์ก สี่แยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา

ทิพานัน ศิริชนะ
รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

การลงพื้นที่พบปะประชาชนและรับเรื่องร้องเรียนที่ตลาดจอมทอง และชุมชนใกล้เคียงในเขตจอมทอง กทม. ชาวบ้านในตลาดส่วนใหญ่ต้องการให้แก้ไขปัญหาปากท้อง เช่น หาแหล่งขายสินค้าเพิ่มขึ้น และหาแนวทางดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างถิ่นมาเที่ยวตลาดจอมทองบ้าง เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในพื้นที่และยังฝากให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) ด้วย จะเห็นได้ว่ายังมีหลายปัญหาของประชาชนที่ต้องการให้แก้ไข และหวังพึ่งพานักการเมืองที่ลงคะแนนเลือกตั้งไปเป็น ส.ส. ทำหน้าที่ในสภาเพื่อจะได้กลับมาแก้ไขปัญหาให้ประชาชน แต่สิ่งที่เห็นกันอยู่ในตอนนี้ คือนักการเมืองกำลังเอาปัญหาของตนเอง ไปเป็นปัญหาของประชาชน และกำลังใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาของตนเอง กรณีที่พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) จัดชุมนุมแสดงพลังที่สกายวอล์ก สี่แยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา สะท้อนได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้า อนค. เคยกล่าวปราศรัยหาเสียงเอาไว้ว่าจะเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แม้จะไม่ได้เป็นฝ่ายรัฐบาล แต่สามารถช่วยเหลือประชาชนผ่านกลไกสภาได้ แทนที่จะชวน ส.ส.มาลงถนน เดินสอบถามปัญหาของชาวบ้านแล้วนำไปตั้งกระทู้ถามในสภา เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหา แต่กลับชวนประชาชนมาลงถนนทำให้เกิดภาพและบรรยากาศที่น่าวิตกกังวลและความไม่เชื่อมั่นต่อสายตาของชาวต่างชาติว่าอาจจะเกิดความไม่สงบขึ้น จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนและเป็นผลร้ายต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ นอกจากนายธนาธรไม่ได้ทำตามสัญญาที่หาเสียงแล้ว ยังอาจมีเป็นเหตุในการขัดขวางหรือทำลายเศรษฐกิจอีกด้วย

พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร
ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย (พท.)
อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

กรณีแฟลชม็อบของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้า อนค. ครั้งแรกนั้น รัฐบาลต้องยอมรับแล้วว่า เหตุการณ์ที่สกายวอล์ก แยกปทุมวัน เป็นการจุดประกายเริ่มต้นของสิ่งบอกเหตุที่จะถูกขยายผลต่อไปเรื่อยๆ ว่ารัฐบาลจะไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นของประเทศในสายตาของคนภายในและภายนอกประเทศได้อีกแล้ว คำปรามาสที่ว่า เก่งแต่ในโลกออนไลน์นั้น แฟลชม็อบครั้งแรกได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีพลัง และกล้าที่จะแสดงออกจริงๆ ที่สำคัญภาพที่ปรากฏยังเป็นการผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่ รุ่นกลาง และผู้ที่ร่วมต่อสู้อยู่เดิมด้วย ดังนั้น ปริมาณคนที่ออกมากับสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ ถือว่าจุดติดแล้ว เพราะสิ่งบอกเหตุของความพร้อม นอกจากตัวกิจกรรมที่ทำให้คนได้มีส่วนร่วม อากาศ หรือสถานที่ที่เป็นจุดร่วมใจแล้ว หัวใจสำคัญที่สุดอยู่ที่การสื่อสารของ อนค. โดยเฉพาะนายธนาธรที่มีต่อประชาชน ถือว่ามีความชัดเจนมากในหลักการต่อสู้ ประกาศแค่วันเดียวสามารถทำให้คนออกมาร่วมกันในจำนวนพอสมควรได้ ถือเป็นบททดสอบพลังมวลชนว่า สถานการณ์แบบนี้พร้อมที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองแล้วหรือยัง ภาพที่ปรากฏก็เป็นคำตอบให้นายธนาธรได้ชัดเจนว่า ประชาชนพร้อมแล้ว

ขณะนี้รัฐบาลกำลังจะโต้กลับด้วยการใช้กฎหมายมาดำเนินคดี แต่ผมมองว่า วันนี้มันไม่ง่ายเหมือนสมัยรัฐบาล คสช.ในอดีตที่มีกฎหมายพิเศษ ม.44 มาบังคับให้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการ ที่สำคัญลักษณะการดำเนินกลยุทธ์ของม็อบในปัจจุบันนี้ เปลี่ยนไปจากอดีตแล้ว คือใช้เวลาสั้น มีอารยะ แต่ทำเป็นระยะๆ เพื่อส่งสัญญาณสร้างมวลชนในปริมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อมุ่งสร้างผลกระทบต่อรัฐบาลในเรื่องความเชื่อมั่นเป็นระยะๆ ที่สำคัญไม่ใช่แค่ใน กทม. แต่จะกระจายไปตามหัวเมืองสำคัญๆ ด้วย กลยุทธ์ม็อบแบบนี้ ในตัวแบบต่างประเทศนั้น รัฐบาลจะใช้มาตรการทางกฎหมายกับมวลชนได้ค่อนข้างยาก

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ขณะนี้ได้นำพาการเคลื่อนไหวในประเด็นต่างๆ เดินมาถึงจุดที่สามารถแสดงจุดร่วมกันได้แล้ว ไม่ว่าการเคลื่อนไหวเรื่องรัฐธรรมนูญ กิจกรรมวิ่งไล่ลุงของภาคประชาชน แฟลชม็อบนายธนาธรครั้งที่ 2 รวมไปถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่พรรคเพื่อไทย เตรียมจะเปิดเกมในเร็วๆ นี้ ซึ่งทุกอย่างจะไหลมาบรรจบ และเกิดขึ้นพร้อมๆ กันในช่วงเดือนมกราคม หรือหลังปีใหม่ทั้งสิ้น หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ อยากให้กิจกรรมเหล่านี้จบลง เพื่อเป็นการสร้างความสุข อิ่มเอิบใจให้แก่ประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่อย่างที่ตัวเองต้องการ คิดว่า มีแค่ทางเดียวเท่านั้นถึงจะจบเรื่องนี้ คือ พล.อ.ประยุทธ์ต้องไปลาออก

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันยากมากที่รัฐบาลจะบริหารงานได้ครบเทอม 4 ปี เพราะปัจจุบันจะเห็นว่าการบริหารของรัฐบาลเป็นการบริหารและแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าในระยะสั้นเท่านั้น แม้รัฐบาลจะมีแผนบริหารระยะยาว คือ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่ไม่ค่อยเห็นการดำเนินการที่เป็นหลักเป็นฐานเห็นเพียงการดำเนินการชั่วครั้งชั่วคราวพอให้อยู่ต่อไปได้เท่านั้น ทั้งนี้ ในความเข้มแข็งในสภาของรัฐบาลก็ไม่มากพอ ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลทั้งในประเทศและต่างประเทศก็อ่อนแอ ซึ่ง 3 สิ่งที่จะเห็นหลังจากนี้ คือ 1.รัฐบาลอาจจะถูกบีบให้ลาออก 2.อาจจะเห็นการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ หรือ 3.การยึดอำนาจครั้งใหม่

ในอนาคตอันใกล้ เป็นไปได้ทั้ง 3 ประตู จะมีการยึดอำนาจใหม่ การยุบสภาเลือกตั้งใหม่ หรือการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีต้องลาออก แต่ยังไม่กล้ายืนยันหนักแน่นว่าจะออกประตูไหนเพราะมีโอกาสเป็นไปได้ทั้งหมด ซึ่งในสถานการณ์ที่มันลื่นไหล มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เดาและคาดการณ์ไม่ได้ ทุกอย่าง 50 ต่อ 50 อาจจะดีขึ้นหรือเลวร้ายลงกว่าเดิมก็ได้

สำหรับกรณีแฟลชม็อบ ไม่คิดว่าจะประสบความสำเร็จมากขนาดนี้แต่จากที่เห็นจากข่าวและโซเชียลมีเดียแล้วต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ที่เข้าร่วมในแฟลชม็อบครั้งนี้ เพราะถือเป็นวิธีการดำเนินการที่เป็นไปอย่างสันติวิธี หรือ สันติประชาธรรม ซึ่งเป็นการแสดงอารยขัดขืน และไม่ได้ใช้ความรุนแรง ถ้าการแสดงเช่นนี้สามารถจะทำได้ต่อไปไม่ถูกปราบปรามน่าจะมีความหวังต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยได้บ้าง

ดูจากโมเดลการทำแฟลชม็อบของมาเลเซีย ครั้งสุดท้ายที่ทำแฟลชม็อบได้เรียกร้องการเลือกตั้งที่สะอาดและยุติธรรม ม็อบได้ใส่เสื้อสีเหลืองรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว มีการปราศรัยที่ตึกแฝดปิโตรนัส กรุงกัวลาลัมเปอร์ และแยกย้ายอย่างรวดเร็ว หลีกเลี่ยงการปะทะกับฝ่ายรัฐบาล ซึ่งการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ทำให้ฝ่ายค้านชนะ รัฐบาลเก่าอยู่มานานมากจนไม่มีใครคิด ผมมีความหวังอยู่ว่าในบ้านเมืองของเราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประชาธิปไตยโดยสันติวิธีไม่เป็นไปในรูปแบบของกัมพูชา เมียนมา ขณะนี้เรากำลังเปลี่ยนผ่านอย่างไม่เคยมีมาก่อนเชื่อว่าไทยจะไม่ย่ำซ้ำรอยเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีตหลายสิบปี นี่คือยุคของการเปลี่ยนผ่านแล้ว ซึ่งคนรุ่นใหม่ คนที่มีความคิดใหม่ทำท่าว่าจะขึ้นมาได้แต่ก็ยังไม่มีอะไรที่มั่นใจได้ว่าจะไม่ถูกจำกัด หรือกำจัด

ตัวแทนของอำนาจเดิม บารมีเดิมคงต้องการอย่างยิ่งจะกำจัดคนเป็นตัวแทนของอำนาจใหม่ บารมีใหม่ ความคิดใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าไม่ให้คนรุ่นใหม่เล่นตามกรอบเล่นในระบบรัฐสภา เขาก็มีสิทธิอ้างการเล่นนอกระบบได้ กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ อยู่ที่ว่าตัวแทนของอำนาจเก่า บารมีเก่า ฉลาดพอจะมองทางออกที่ดีที่สุดของสังคมไทยจะเป็นทางไหน จะเป็นทางที่ใช้ความรุนแรง มีการปราบปรามและนองเลือด หรือทางที่มีสติปัญญา มากกว่านั้นในการที่ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้น ทั้งนี้ ปัจจุบันกระบวนการยุติธรรมถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดกลุ่มอำนาจใหม่ บารมีใหม่ เกิดข้อกังขาและความไม่ยุติธรรม เพราะมีสิ่งที่เรียกว่าสองมาตรฐาน และสิ่งที่เรียกว่าไม่มีมาตรฐานเลยเกิดขึ้น

ที่สุดแล้ว ผู้ที่มีอำนาจหรืออยู่ในอำนาจมานานต้องตระหนักว่าทั้งโลกและไทยเปลี่ยนไปแล้ว จะต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และวิถีทางประชาธิปไตย ต้องมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชน มีรัฐสภา มีผู้แทนราษฎรที่จะต้องเป็นสากลไม่ใช่รูปแบบไทยๆ อย่างที่ผ่านมา มีการเลือกตั้งที่สะอาดยุติธรรม ในส่วนของประชาชนเองมีการเรียนรู้จากประสบการณ์หลายสิบปีที่ผ่านมา ขณะนี้ไม่มีประชาชนที่เป็นชนชั้นล่าง ที่อยู่พื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบทแบบเดิมๆ ที่ถูกนำเข้ามาเพื่อการประท้วงใช้ประโยชน์ทางการเมือง แต่ประชาชนกลุ่มนี้มีบทบาทอย่างมากที่จะผลักดันกลุ่มอำนาจใหม่ บารมีใหม่ให้ขึ้นมา ทุกคนเข้าใจแล้วว่าบัตรเลือกตั้งเป็นตัวชี้ขาดว่าเขาจะมีอำนาจและมีสิทธิในประเทศนี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สมาคมประมงพื้นบ้านพอใจ กรมเจ้าท่าขยายเวลาจดทะเบียนเรือ 4.5 หมื่นลำ ถึงวันที่ 27 ธ.ค. 62
บทความถัดไปเดินหน้าชน : ศึกแห่งศักดิ์ศรี : โดย เสกสรรค์ กิตติทวีสิน