“อัจฉริยะ”นำชาวบ้านคดีรุกป่าบุกกรมป่าไม้ทวงความเป็นธรรม ขณะยังไม่แจ้งจับที่ดิน 682 ไร่ “ปารีณา” อดีตบิ๊กป่าไม้ แนะ ขรก.ทำบันทึกถึง “อธิบดี -รัฐมนตรีทส.” 682 ไร่ ภ.บ.ท. 5 ผิดชัด ป้องกันตัวเองโดน 157 หากผู้ใหญ่มีใบสั่งห้ามจับ
เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ที่กรมป่าไม้ ตั้งแต่ช่วงเช้า นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่อาชญากรรม ได้นำชาวบ้านที่ถูกเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ จับกุมดำเนินคดีทั่วประเทศ เดินทางเข้าพบนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ เพื่อเรียกร้องให้มีการช่วยเหลือชาวบ้าน จำนวน 19 ราย ที่ถูกดำเนินคดีรวมทั้งเรียกร้องให้มีการย้ายเจ้าหน้าที่ป่าไม้ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง พร้อมเรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบวินัยที่ยัดข้อหาให้กับชาวบ้าน พร้อมกับเรียกร้องให้มีการรังวัดพื้นที่ของชาวบ้านใหม่ทั้งหมดเหมือนคดีของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ที่บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ แต่กลับไม่ถูกดำเนินทั้งหมด ในขณะที่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบถูกพิพากษาจำคุกหลายรายแล้ว

นายอัจฉริยะ กล่าวว่า ขอให้กรมป่าไม้ สร้างความเป็นธรรมให้ชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะขอให้มีการรังวัดพื้นที่ใหม่ ให้กับชาวบ้านเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการต่อสู้คดี ซึ่งถ้าได้หลักฐานใหม่ ศาลอาจมีเมตตาไม่ลงโทษชาวบ้าน
ขณะที่นายจีรศักดิ์ ชูความดี รองอธิบดีกรมป่าไม้ และนายชีวะภาพ ชีวะธรรม ผู้อำนวยการสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)เป็นผู้รับเรื่องแทนอธิบดีกรมป่าไม้ โดยนายจีรศักดิ์ กล่าวว่า กรมป่าไม้ยินดีรับเรื่องราวความเดือดร้อนของชาวบ้านทั้ง 19 ราย ที่โดนดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมทั้งหมด เพื่อไปดูเอกสารหลักฐาน ถ้าช่วยได้กรมป่าไม้ จะเร่งช่วย กรมป่าไม้ยืนยันว่าไม่อยากจับกุมคนจนหรือผู้ยากไร้ที่บุกรุกป่า ส่วนที่จะให้กรมป่าไม้ไปรังวัดพื้นที่ของชาวบ้านใหม่ คงไม่ได้ นอกจากให้ศาลมีคำสั่งให้ไปทำ ก็พร้อมดำเนินการ ส่วนคดีของ น.ส.ปารีณา กรมป่าไม้ได้ดำเนินการตามกฎหมาย ในเบื้องต้น 46 ไร่เศษ ส่วนอีก 682 ไร่ ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน กำลังรอคำตอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกา เนื่องจากพื้นที่ 682 ไร่ กรมป่าไม้ไม่ได้เป็นเจ้าของพื้นที่ แต่เป็นของ ส.ป.ก. ที่เป็นเจ้าของพื้นที่และต้องไปร้องทุกข์กล่าวโทษ ไม่ใช่กรมป่าไม้ ถ้ากฤษฎีกา มีหนังสือมีคำตอบออกมาอย่างไร กรมป่าไม้ก็พร้อมปฏิบัติตาม

ด้านนายจุมภฎ ชอบธรรม ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมป่าไม้ กล่าวว่า กรมป่าไม้ได้ทำหนังสือไปถึงคณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อสอบถามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาในหลายเรื่อง ไม่เฉพาะเรื่อง น.ส.ปารีณาเท่านั้น แต่จะใช้คำตอบของกฤษฎีกาในคดีอื่นทั้งหมด เช่น กรณี ครม. มีมติให้ส่งมอบแปลงพื้นที่ ที่มีราษฎรยึดถือครอบครองทำประโยชน์อยู่แล้ว เพื่อให้ราษฎรได้เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน ตาม พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ต่อมาได้มี พ.ร.ฎ.กำหนดเขตปฏิรูปที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติแปลงใดแล้วนั้น จะมีผลทำให้ราษฎรที่อยู่ในที่ดินป่าสงวนแห่งชาติอยู่เดิม ก่อนที่จะมี พ.ร.ฎ.กำหนดเขตปฏิรูปที่ดิน จะได้รับการผ่อนผันในการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยป่าไม้หรือไม่ หรือกรณี ระหว่าง ส.ป.ก.กับกรมป่าไม้ หน่วยงานใดเป็นหน่วยงานหลัก ที่จะต้องเป็นผู้ดำเนินคดีหากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายป่าไม้ ในเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นต้น เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการดำเนินคดี เพราะคดีของ น.ส.ปารีณา ส.ป.ก. ได้มีมติเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ให้กรมป่าไม้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่กรมป่าไม้ ทำไม่ได้ เพราะกรมป่าไม้ไม่ใช่ผู้ดูแลทรัพย์ ซึ่งหมายถึงที่ดิน 682 ไร่ ของ น.ส.ปารีณา แต่ ส.ป.ก.ซึ่งเป็นผู้ดูแลทรัพย์คือที่ดินที่ส่งมอบไป กลับไม่ร้องทุกข์กล่าวโทษ ดังนั้นคณะกรรมการกฤษฎีกาต้องตอบให้ชัดเจน
รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้ข้าราชการระดับสูง ในทส.บางส่วน รวมทั้งอดีตอธิบดีกรมป่าไม้หลายคน ได้มีข้อแนะนำให้ข้าราชการที่ทำหน้าที่จับกุมดำเนินคดีในกรณีของ น.ส.ปารีณา ทำหนังสือบันทึกถึงอธิบดีกรมป่าไม้และ รัฐมนตรีทส. ว่ากรณีพื้นที่ 682 ไร่ของ น.ส. ปารีณานั้นสามารถดำเนินข้อหาบุกรุกป่าได้ทันที เพราะเป็นการครอบครอง ภ.บ.ท.5 ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายป่าไม้ชัดเจน เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองจากการถูกฟ้องร้องในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 หากผู้บริหารกรมป่าไม้และ รัฐมนตรีทส. มีคำสั่งไม่ให้ดำเนินคดีในพื้นที่ 682 ไร่ กับ น.ส.ปารีณา
https://www.facebook.com/MatichonOnline/videos/1045603165780194/
https://www.facebook.com/MatichonOnline/videos/1045603165780194/

