16 ธันวาคม นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ รองโฆษกพรรคอนาคตใหม่ เปิดเผยว่า ที่ประชุมใหญ่วิสามัญสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ มีวาระการพิจารณากรณี ส.ส.ลงมติไม่ตรงกับมติพรรค ซึ่งมี ส.ส. 4 คน
ได้แก่ นางศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่ เขต 8, นายจารึก ศรีอ่อน ส.ส.จันทบุรี เขต 2, พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส.จันทบุรี เขต 1 และ น.ส.กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี เขต 7
โดยที่ประชุมมีมติ 250 เสียง ให้ขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ และมีมติ 5 เสียง ไม่ขับออกจากสมาชิกพรรค รวมถึงมีบัตรเสีย 6 ใบ
และจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ส.ส.และที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ในวันที่ 17 ธันวาคม
ผลของที่ประชุม ส.ส.และกรรมการบริหารออกมาตามความคาดหมาย
คือมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขับทั้ง 4 ส.ส. ออกจากพรรค
เหมือนจะเป็นการส่งสัญญาณว่าเวลาของการ “รบแตกหัก” มาถึงแล้ว
เพราะกระบวนการ “ขับ ส.ส.” นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว
แต่ติดตามต่อเนื่องมาติดๆ กับการฟ้องร้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง
และปรากฏการณ์ “แฟลชม็อบ” เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ที่สามารถระดมผู้สนับสนุนแนวทางของอนาคตใหม่ รวมไปถึงคนเบื่อหน่ายรัฐบาล ได้หลายพันหรือเหยียบหมื่น
เป็นการแสดงจุดยืน “ไม่ถอยไม่ทน” ของพรรคอนาคตใหม่อย่างชัดเจน
เป็นสัญญาณที่ส่งไปถึงทั้งแนวร่วมฝ่ายเดียวกัน และฝ่ายผู้มีอำนาจที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม
ว่าจากนี้ไปการเผชิญหน้าทางการเมืองจะยิ่งแหลมคมมากขึ้น และมากขึ้น
เมื่อฝ่ายที่เป็นผู้ถูกกระทำไม่ยอมถูกกระทำ
แต่ลุกขึ้นมาตอบโต้ทั้งด้วยกฎหมาย และมวลชน
สัญญาณว่า “ต่างฝ่ายต่างแรง” นั้น ยิ่งนานยิ่งชัดเจนขึ้น
ด้านหนึ่ง กกต. ไม่เพียงยื่นเรื่องถอดถอนนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จาก ส.ส. ในคดีถือหุ้นสื่อ
แต่ยังไปไกลถึงขั้นยื่นเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค จากกรณีเงินกู้ 191 ล้านบาท
ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดว่าจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ในวันที่ 25 ธันวาคม
และอัตราต่อรองในตลาดออกมาแบบไร้คนรองว่า แนวโน้มจะ “ยุบ” มากกว่าอย่างอื่น
อีกด้าน การ “ไม่ลดราวาศอก” แก่กันยังดำรงอยู่
เมื่อทั้ง กกต. ตัวแทนของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ระบุตรงกันว่า จะไม่มีการคำนวณคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ใหม่ ในกรณีพรรคอนาคตใหม่ขับ 4 ส.ส.ออกจากพรรค
โดยเหตุผลว่าการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่นั้น จะใช้เฉพาะกรณีเดียวคือ การกระทำที่ทุจริตการเลือกตั้ง
ขณะที่อนาคตใหม่ยังยืนยันว่า คะแนนพึงมีพึงได้-อันหมายถึงจำนวน ส.ส.รวมของพรรค
ไม่ควรจะลดลง
ในอีกด้านหนึ่ง การแต่งตั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ให้กลับเข้ามาเป็นประธานกรรมการเฉพาะกิจ และรับผิดชอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย
ไม่เพียงแต่จะล้มล้างข่าวลึกๆ ลับๆ ว่าด้วยเรื่อง “ฝากเลี้ยง” หรือการจะกลับมาคืนดีกันของสองขั้วปรปักษ์
แต่ยังจะทำให้บรรยากาศและอุณหภูมิการเมืองร้อนระอุข้ามปี ไปจนถึงช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ที่คาดว่าน่าจะอยู่ในราวปลายเดือนมกราคม 2563
ถ้า “หนังตัวอย่าง” ที่ฉาย ไม่เป็นมวยล้มต้มคนดู
การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลน่าจะดุเด็ดเผ็ดยิ่ง
โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการ “เอื้อประโยชน์” กับกลุ่มธุรกิจใหญ่ เป็นเรื่องที่ “โดนใจ” คนจำนวนไม่น้อย
ในยามที่ “ความเหลื่อมล้ำ” ถ่างกว้างจนเห็นได้ชัดขึ้นเช่นนี้
เมื่ออนาคตใหม่ ไม่ถอยไม่ทน
เมื่อข่าวลึกๆ ลับๆ ว่าด้วย “ดีลพิเศษ” ของเพื่อไทย-รัฐบาลกลายเป็นเรื่องล่องลอยอยู่บนก้อนเมฆ
ผนวกเข้ากับอารมณ์ความรู้สึกของคนจำนวนหนึ่งที่หงุดหงิดกับทั้งสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจ
อากาศหนาวย่อมหดหายไป
อาการผ่าวระอุผุดขึ้นมาแทน

