ดัชนีจากญัตติด่วนจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มากด้วย ความแหลมคมยิ่งในทางการเมือง
เป็นดัชนีชี้ชัดจาก “มติ” อันเป็น “เอกฉันท์”
ไม่ว่าเมื่อมีการลงมติให้ “เลื่อนญัตติ”มาอยู่ในลำดับต้นๆ ไม่ว่าเมื่อมีการลงมติรับของสภาผู้แทนราษฎร
แม้โดยกลไกของระบบรัฐสภาจะทำให้คณะกรรมาธิการในปีกของรัฐบาลมีความเหนือกว่าคณะกรรมาธิการในปีกของฝ่ายค้านอย่างเด่นชัด
คือมาจากครม. 12 พรรคพลังประชารัฐ 9 พรรคประชาธิปัตย์ 4 พรรคภูมิใจไทย 4 พรรคชาติไทยพัฒนา 1 รวมเป็น 30
ขณะที่พรรคฝ่ายค้านมีเพียง 19 เท่านั้น
แม้จากกลไกของคณะกรรมาธิการตำแหน่ง”ประธาน”คณะกรรมาธิการวิสามัญจะเป็นของฝ่ายรัฐบาลอย่างเด่นชัดด้วยคณิตศาสตร์ทางการเมือง
ไม่ว่าจะเป็น นายไพบูลย์ นิติตะวัน ไม่ว่าจะเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ก็ตาม
แต่หากอ่านจาก “ดัชนี” อันปรากฏผ่านมติของสภาผู้แทนราษฎร ประสานเข้ากับ “ดัชนี” อันปรากฏผ่านการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในภาคประชาสังคม
เด่นชัดเป็นอย่างยิ่งว่า ความต้องการของสังคม ด้านหนึ่ง ยอมรับในความบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกัน ด้านหนึ่ง ยอมรับว่ามีความจำเป็นต้องแก้ไข
กระแสและความรู้สึกในทางสังคมอย่างนี้เองที่จะเป็นปัจจัยบีบบังคับเส้นทางของ”คณะกรรมาธิการวิสามัญ”โดยอัตโนมัติ
นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป กระบวนการทำงานของ”คณะกรรมาธิการ”จะอยู่ในสายตาของประชาชนอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
ปมเงื่อนสำคัญเป็นอย่างมากก็คือ ท่าทีของ”รัฐบาล”
ในเมื่ออุบัติแห่งคณะกรรมาธิการวิสามัญเป็นไปตามข้อตกลง 1 ใน 12 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล
ทั้งยังเป็นไปตาม”เงื่อนไข”ของพรรคประชาธิปัตย์
ทิศทางของ”คณะกรรมาธิการวิสามัญ”จึงเป็นทิศทางที่จะต้องนำไปสู่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
มิอาจบิดผันไปสู่การไม่ยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อย่างเด็ดขาด
ไม่ว่าประธานจะเป็น นายไพบูลย์ นิติตะวัน ไม่ว่าประธานจะเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

