หมายเหตุ – กระทรวงมหาดไทยคาดหมายการจัดเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) น่าจะเกิดขึ้นได้ในราวกลางปี 2563 คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงได้ออกระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบการจัดการเลือกตั้งและกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอน โดยมีสาระสำคัญดังนี้
ข้อ 4 ในระเบียบนี้ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” หมายความว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง
“สภาท้องถิ่น” หมายความว่า สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด สภาเทศบาล สภาองค์การบริหารส่วนตำบล สภากรุงเทพมหานคร สภาเมืองพัทยา และสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ที่มีกฎหมายจัดตั้ง
“ผู้บริหารท้องถิ่น” หมายความว่า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายกเมืองพัทยา และผู้บริหารท้องถิ่นหรือคณะผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง
“หัวหน้าพนักงานส่วนท้องถิ่น” หมายความว่า ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปลัดเทศบาล ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ปลัดกรุงเทพมหานคร ปลัดเมืองพัทยา และหัวหน้าพนักงานหรือหัวหน้าข้าราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง
“ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” หมายความว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น “ผู้สมัคร” หมายความว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
“ผู้ได้รับเลือกตั้ง” หมายความว่า ผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
ข้อ 5 ให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้
หมวด 1 บททั่วไป
ส่วนที่ 1 การประกาศให้มีการเลือกตั้งก่อนวันครบวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นไม่น้อยกว่าหกสิบวัน หรือกรณีที่จะต้องมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด เพราะเหตุอื่นใดนอกจากครบวาระให้หัวหน้าพนักงานส่วนท้องถิ่นนั้นแจ้งให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทราบ เพื่อเตรียมการจัดให้มีการเลือกตั้งและให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดรายงานคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยเร็ว
ส่วนที่ 2 การเตรียมการเลือกตั้ง
ข้อ 10 ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด และผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดตั้งศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งขึ้น เพื่อประสานงานและจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
หมวด 2 เขตเลือกตั้ง หน่วยเลือกตั้ง และที่เลือกตั้ง
ส่วนที่ 1 เขตเลือกตั้ง
ข้อ 12 เขตเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
(1) การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ให้ถือเขตเป็นเขตเลือกตั้ง ถ้าเขตใดมีจำนวนราษฎรตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้าย ก่อนปีที่มีการเลือกตั้งเกินหนึ่งแสนห้าหมื่นคน ให้แบ่งเขตนั้นออกเป็นเขตเลือกตั้งตามจำนวนสมาชิกสภากรุงเทพมหานครที่จะพึงมี โดยแต่ละเขตเลือกตั้งต้องมีจำนวนราษฎรใกล้เคียงกัน สำหรับจำนวนสมาชิกสภากรุงเทพมหานครที่จะพึงมี ในแต่ละเขตให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร
(2) การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้ถือเขตอำเภอเป็นเขตเลือกตั้ง ในกรณีที่อำเภอใดมีสมาชิกได้เกินกว่าหนึ่งคน ให้แบ่งเขตอำเภอเป็นเขตเลือกตั้งเท่ากับจำนวนสมาชิกที่จะพึงมีในอำเภอนั้น และมีสมาชิกเขตเลือกตั้งละหนึ่งคน สำหรับจำนวนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่จะพึงมีในแต่ละอำเภอให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยองค์การบริหารส่วนจังหวัด
(3) การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบล ให้แบ่งเขตเทศบาลเป็นสองเขตเลือกตั้ง การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเมือง ให้แบ่งเขตเทศบาลเป็นสามเขตเลือกตั้ง การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนครหรือการเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยา ให้แบ่งเขตเทศบาลหรือเขตเมืองพัทยาเป็นสี่เขตเลือกตั้ง ในการแบ่งเขตเลือกตั้งต้องมีจำนวนสมาชิกสภาเทศบาลหรือสมาชิกสภาเมืองพัทยาเท่ากันทุกเขตเลือกตั้ง
(4) การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ให้ถือเขตหมู่บ้านเป็นเขตเลือกตั้ง เว้นแต่กฎหมายว่าด้วยสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
หมวด 4 ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การจำกัดสิทธิ และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ส่วนที่ 1 ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ข้อ 58 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
ส่วนที่ 2 การแจ้งเหตุที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และการถูกจำกัดสิทธิ
ข้อ 59 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หากผู้ใดไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยมิได้แจ้งเหตุ หรือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วแต่เหตุนั้นมิใช่เหตุอันสมควร ให้ผู้นั้นถูกจำกัดสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
ข้อ 60 เมื่อมีการประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด ให้นายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่นมีหน้าที่รับแจ้งเหตุและดำเนินการเกี่ยวกับการรับแจ้งเหตุตามส่วนนี้
ข้อ 61 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใดที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ให้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามแบบ ส.ถ./ผ.ถ.1/8 หรือทำเป็นหนังสือซึ่งอย่างน้อยต้องระบุหมายเลขประจำตัวประชาชนและที่อยู่ตามหลักฐานทะเบียนบ้านให้ชัดเจน พร้อมทั้งแจ้งด้วยว่าไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ด้วยเหตุใด โดยยื่นต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตท้องที่ด้วยตนเอง หรือทำเป็นหนังสือมอบหมายให้บุคคลอื่นไปยื่นแทน หรือจัดส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน โดยต้องแจ้งเหตุภายในเจ็ดวันก่อนวันเลือกตั้งหรือภายในเจ็ดวันนับแต่วันเลือกตั้ง กรณีผู้มีสิทธิเลือกตั้งดำเนินการแจ้งเหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นรับคำร้องตามแบบ ส.ถ./ผ.ถ.1/8 หรือหนังสือแจ้งเหตุดังกล่าวไว้พิจารณาเมื่อถึงกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง และเมื่อพิจารณาแล้วหากเหตุที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแจ้งนั้นมิใช่เหตุอันสมควร ให้แจ้งให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทราบภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งเหตุ
ข้อ 62 การแจ้งเหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้เป็นไปตามประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
หมวด 5 การสมัครรับเลือกตั้งและตัวแทนผู้สมัคร
ส่วนที่ 1 ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
ข้อ 91 ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
ส่วนที่ 2 การยื่นใบสมัครรับเลือกตั้ง
ข้อ 92 ในการสมัครรับเลือกตั้ง ให้ผู้สมัครยื่นใบสมัครโดยให้กรอกรายละเอียดตามแบบ ส.ถ./ผ.ถ.4/1 ยื่นต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามวัน เวลา และสถานที่สมัครรับเลือกตั้งที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนด พร้อมทั้งเงินค่าธรรมเนียมการสมัครตามบัญชีท้ายระเบียบนี้ และรูปถ่ายหน้าตรงไม่สวมหมวก หรือรูปภาพที่พิมพ์ชัดเจนเหมือนรูปถ่ายของตนเอง ตามจำนวนที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดรวมทั้งหลักฐานและเอกสารดังนี้
(1) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
(2) สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
(3) ใบรับรองแพทย์
(4) หลักฐานแสดงการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเวลาติดต่อกันสามปีนับถึงปีที่สมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัคร เว้นแต่เป็นผู้ไม่ได้เสียภาษีเงินได้ ให้ทำหนังสือยืนยันการไม่ได้เสียภาษีพร้อมทั้งสาเหตุแห่งการไม่ได้เสียภาษีตามแบบ ส.ถ./ผ.ถ.
(5) หลักฐานอื่นที่ผู้สมัครนำมาแสดงว่าตนเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วน และไม่มีลักษณะต้องห้ามที่มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามข้อ 91
กรณีที่มีหน่วยเลือกตั้งจำนวนมาก ซึ่งต้องใช้รูปถ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อประโยชน์และความสะดวกรวดเร็วในการจัดทำประกาศรับสมัครตามแบบ ส.ถ./ผ.ถ.4/5 ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาจกำหนดให้ผู้สมัครนำรูปถ่ายมาให้เท่าที่จำเป็นเพื่อใช้เป็นต้นแบบในการจัดพิมพ์แบบ ส.ถ./ผ.ถ.4/5 กรณีที่มีผู้ประสงค์จะยื่นใบสมัครพร้อมกันหลายคน หรือยื่นก่อนเวลารับสมัครและไม่อาจตกลงกันได้ ให้ใช้วิธีจับสลากระหว่างผู้สมัครที่มายื่นพร้อมกัน หรือยื่นก่อนเวลารับสมัคร

ยุทธพร อิสรชัย
นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
กฎหมายและระเบียบเลือกตั้งท้องถิ่นฉบับใหม่ ได้เปลี่ยนโครงสร้างการใช้อำนาจในฝ่ายนิติบัญญัติหรือสภาท้องถิ่นที่เป็นตัวแทนจากการเลือกตั้งของประชาชน เช่น การเลือกตั้งใน กทม.ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ จะไม่มีสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) แตกต่างจากในอดีต ในท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปบางประเภทต้องปรับลดสมาชิกสภาท้องถิ่นลง มีการปรับเปลี่ยนวิธีการเลือกตั้ง โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองท้องถิ่น ซึ่งในอดีตไม่เคยมี คณะกรรมการฯชุดนี้จะมีบทบาทค่อนข้างมากในกระบวนการการเลือกตั้ง สะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงวิธีการในการเลือกตั้งพอสมควร
การลดจำนวนสมาชิกสภาท้องถิ่น จะมีผลกับโครงสร้างอำนาจทางการเมืองในท้องถิ่นและส่งผลกระทบกับกลุ่มการเมืองระดับชาติ ระเบียบใหม่ที่ประกาศออกมาหากมีการกำกับดูแลโดย กกต.มากเกินไป จะทำให้การเลือกตั้งท้องถิ่นถูกจำกัดโดยระบบราชการมากขึ้น เนื่องจาก กกต.ต้องอาศัยกลไกของระบบราชการในการบริหารการเลือกตั้ง เพราะกกต.ยังไม่มีบุคลากรเพียงพอที่จะทำเองได้ทั้งหมด ถ้าเป็นแบบนี้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นก็จะสะท้อนให้เห็นระบบรัฐราชการที่จะเข้ามาควบคุมการเลือกตั้ง ทำให้ได้มาตามกลไกที่รัฐต้องการ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบจะส่งผลกับคุณภาพของตัวบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่แทนประชาชน
การเลือกตั้งครั้งต่อไป สมาชิกสภาท้องถิ่นหลายรูปแบบต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง ซึ่งอาจจะสร้างความขัดแย้งในกลุ่มการเมือง หรือกลุ่มอำนาจในท้องถิ่น แม้กระทั่งจำนวนสมาชิกสภาที่ถูกลดจำนวน จะทำให้ในอนาคตต้องมีการปรับบทบาทในการทำหน้าที่ ดังนั้นโครงสร้างที่ถูกเปลี่ยนแปลงก็จะส่งผลต่อฐานของการเมืองระดับชาติ และในอนาคตเมื่อบทบาทของสภาท้องถิ่นมีความเปลี่ยนแปลง ก็จะเสี่ยงกับการถูกรวมศูนย์อำนาจโดยกลไกรัฐจากกระทรวงมหาดไทยมากขึ้น เมื่อเป็นแบบนี้ก็ยิ่งทำให้องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) มีศักยภาพลดลงในการช่วยส่งเสริมแนวทางการกระจายอำนาจ หรือลดภาวะรัฐรวมศูนย์
หลังมีระเบียบจาก กกต. คาดว่าช่วงต้นปีจะมีการเลือกตั้งใน อปท.ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จากนั้นจะทยอยเลือกตั้งนายก อบจ. เทศบาล อบต. และหลังการเลือกตั้งยังไม่เห็นแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงการกระจายอำนาจด้านงบประมาณ เพราะรัฐบาลกลางยังใช้กลไกการอุดหนุนงบเหมือนเดิม การปฏิรูปท้องถิ่นที่เคยศึกษาและกำหนดไว้ในแผนการปฏิรูป ก็ยังไม่มีการนำมาปฏิบัติจริงให้เกิดผล ดังนั้นการเลือกตั้งในปีหน้าก็มีเฉพาะการปลดล๊อคให้มีการเลือกตั้งเพื่อความเปลี่ยนแปลงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในท้องถิ่น แต่แนวทางการพัฒนาด้านอื่นยังไม่เกิดขึ้น

