การผ่านญัตติด่วนจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบและศึกษาติดตามการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ต่อการถูกละเมิดสิทธิ มนุษยชนและถูกประทุษร้ายของประชาชน
น่าศึกษาอย่างเป็นพิเศษ
น่าศึกษาในเชิงเปรียบเทียบกับการสกัดขัดขวางญัตติด่วนจัดตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา ทบทวนผลกระทบจากประกาศ คำสั่งคสช.และคำสั่งหัวหน้าคสช.ตามมาตรา 44
เพราะนี่เป็นญัตติด่วนที่มีความละม้ายเหมือนกันเป็นอย่างมาก เพียงแต่ฉบับหนึ่งเสนอโดย นายปิยบุตร แสงกนกกุล ขณะที่อีกฉบับหนึ่งเสนอโดย นายจิรายุ ห่วงทรัพย์
ผลก็คือของ นายปิยบุตร แสงกนกกุล มีปัญหา ผลก็คือของ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ผ่านอย่างราบรื่น
อาจเป็นเพราะญัตติด่วนซึ่งเสนอโดย นายปิยบุตร แสงกนกกุลและคณะพัวพันถึงคสช. พัวพันถึงมาตรา 44 พัวพันถึงหัวหน้าคสช.ซึ่งปัจจุบันคือนายกรัฐมนตรี
พรรคพลังประชารัฐจึงไม่ยอมอย่างเด็ดขาด
เมื่อลงมติแพ้ในวันที่ 27 พฤศจิกายน จึงต้องล้มมติและหาทางใหม่กระทั่งสร้างมติใหม่มิให้ญัตติผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร
ตรงกันข้าม ญัตติด่วนของ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สามารถผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 409 จากผู้เข้าร่วมประชุม 411 โดยไม่มีมติไม่เห็นด้วย
2 เสียงที่แสดงออกคือ 1 ไม่เห็นด้วย 1 งดออกเสียง
นี่ย่อมเป็นสถานการณ์ที่แปลก นี่ย่อมสะท้อนมิติและบรรยากาศ ใหม่ในทางการเมือง
หากมองอย่างวิเคราะห์อาจเป็นเพราะญัตติด่วนของ นายจิรายุ ห่วง ทรัพย์และคณะเป็นเรื่องโดยรวมๆ
มีจุดเริ่มมาจากกรณี นายสิริวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ถูกทำร้าย
กระนั้น หากฟังการอภิปรายกรณีลักษณะเดียวกันนี้ก็ปรากฏอย่างกว้างขวางไม่ว่าใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าต่อชนเผ่าบนที่สูง
เวลา 60 วันตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนดกรอบให้กับคณะกรรมาธิการวิสามัญจึงทรงความหมาย
ทรงความหมายในเชิง “สิทธิมนุษยชน”

